ะกูลกินไปวัน ๆ ขณะที่ตัวเองเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวโอบล้อมเจียงผิงอัน สถานการณ์พลิกกลับ ความได้เปรียบกลายเป็นของหม่าคั่ว ขณะที่เจียงผิงอันถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า
“กล้าดีอีกสิ! สามหาวกว่านี้เป็นหรือไม่! สู้กลับสิ! คิดจริง ๆ หรือว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้! เจ้ามีอะไรดีพอมาผยองกับข้า!”
หม่าคั่วระบายโทสะอย่างบ้าคลั่ง
เจียงผิงอันไร้วาจา ก้าวถอยปัดป้องอย่างระมัดระวังต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้ไม่น่าประหลาดใจเลย
“สองฝ่ายมีความต่างขอบเขต ผู้ฝึกตนใช้พลองไม่มีทางเอาชนะคู่ต่อสู้ได้หรอก”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดนคิดอะไรอยู่ถึงกับท้าทายผู้ฝึกตนขั้นสูงกว่าตัวเองเช่นนี้”
“บางทีอาจผยองเกินไป คิดว่าตัวเองสู้ข้ามระดับได้กระมัง ไปล่ะไม่มีอะไรให้ดูแล้ว”
คนมากมายคิดว่าการประลองนี้ไร้สิ่งใดให้ลุ้นรอก็หมดอารมณ์ดูจึงแยกย้ายจรจาก
หัวใจของเป้าจือเด้งจุกคอ รีบกล่าวกับเซียนทั้งสองข้างตัว “ผู้อาวุโสทั้งสอง ใต้เท้าจะไม่ไหวแล้ว รีบลงมือเถิด!”
เซียนทั้งสองไม่ขยับ แม้เจ้าของร้านจะเสียเปรียบ แต่ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของพวกเขา ศึกนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่
นับแต่เริ่มประลองจนบัดนี้ สีหน้าของเจ้าของร้านไม่เปลี่ยนเลยสักนิด เขาปัดป้องอย่างง่ายดาย ประสบการณ์ต่อสู้มากมายมหาศาลดูเหมือนจะเป็นศักยภาพการต่อสู้ของนักรบกรำศึก
พวกเขาเดาว่า เจ้าของร้านต้องยังมีไพ่ตายอื่น
ศึกระหว่างทั้งสองดำเนินไปหลายชั