ทิ้งผมไว้แล้วออกไปก่อนที่คนคนนั้นจะกลับมา ถ้าเป็นไปได้รบกวนส่งข้อความของผมถึงอาจารย์ได้ไหมครับ”
“สายไปแล้ว” สีหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ดูพิกล เธอย้ายร่างกานว่างไปไว้ใต้ต้นไม้ซึ่งกางค่ายกล “คุณซ่อนอยู่ตรงนี้และอย่าส่งเสียง”
กานว่างต้องการถามว่าอะไรสายเกินไป ก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลก ๆ “เจี๊ยะเจี๊ยะ” มาจากที่ระยะใกล้ วิญญาณชั่วร้ายที่แข็งแกร่งพัดเข้ามา
“มีคนรนหาที่ตายอีกแล้ว”
เสียงของผู้ชายคนนั้นแหบแห้ง ราวกับเสียงเสียดสีแหลมบาดหูของมีด
ผมหางม้าของเฝ่ยไป๋ลู่พลิ้วไหวทั้งที่ไร้แรงลม
เธอหรี่ตาลงและมองผู้มาเยือน
ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีเพียงมือที่เผยออกเท่านั้นที่ขาวและละเอียดอ่อน
ในมือของเขาถือโซ่สีดำประกายแสงสีเงิน
กลิ่นอายพลังบนกายเข้มข้นมาก
เห็นได้ชัดว่าคืออาวุธไสยเวทของเขา
คนคนนี้ไม่อาจประมาทได้ เฝ่ยไป๋ลู่สีหน้าเคร่งขรึม
เธอประสานนิ้วเข้าหากัน หนีบยันต์สีเหลืองไว้ระหว่างปลายนิ้วบาง แล้วซัดไปทางชายคนนั้น
พลังปราณในกายไป๋ลู่เบาบางและธรรมดาดุจแมลง จนฉีหงยังเหยียดหยาม “ก็แค่กลอุบายกระจอก”
ร่างสูงยกมือขึ้นสลายการโจมตีจากยันต์แผ่นนั้นด้วยการระเบิดปราณหยิน
เฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อน หมายจะหยั่งเชิงความสามารถของอีกฝ่าย เมื่อเห็นยันต์ถูกทำลายอย่างง่ายดาย ใจเธอพลันดิ่งวูบ
ผู้ที่ทำให้กานว่างบาดเจ็บสาหัสแบบนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา!
แรงลมกระโชกพัดโหม ทำให้กลิ่นอายปราณหยินชั่วร้ายแผ่ปก