เป็นเรื่องปกติที่คนเหล่านี้จะไม่เชื่อวาทะของเจียงผิงอัน
โอสถเซียนอยู่ตรงหน้า เอื้อมมือคว้าก็ได้มาแล้ว แต่จู่ ๆ กลับมีคนบอกว่าอย่าไปแตะโอสถเซียนนี้ โอสถเซียนจะกินเจ้านะ
ไม่ว่าใครล้วนสงสัยทั้งสิ้น
เจียงผิงอันพูดต่อ “พวกเจ้าดูดี ๆ บริเวณในค่ายกลมีรอยขีดข่วนหรือไม่?”
แม้ปวงชนจะไม่เชื่อเจียงผิงอัน แต่พวกเขาก็ยังมองตามอย่างเผลอตัว
ในบริเวณนั้นมีรอยขีดข่วนอยู่จริง ๆ
“แต่นี่พิสูจน์อะไรได้? บนพื้นมีรอยก็ไม่แปลกนี่?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งถามขึ้น
สีหน้าของเจียงผิงอันเครียดขึง “ค่ายกลระดับเซียนหยุดมิให้ตัวตนอื่นเข้าใกล้ แต่ภายในกลับมีรอยขีดข่วน เจ้าว่าเกิดอะไรขึ้นเล่า?”
เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ เติ้งหลวนพลันตระหนักแจ้ง โพล่งตะโกนเสียงดัง “นี่คือรอยที่โอสถเซียนข้างในทิ้งไว้!”
เจียงผิงอันไม่อธิบายมาก กล่าวกับปวงชนในคณะเลือดเหล็ก“เราขึ้นชั้นสี่กัน อยู่ที่นี่ต่อมิได้แล้ว หากค่ายกลเปิดแล้วโอสถเซียนออกมาได้ ทุกคนจะตายกันหมด”
เติ้งเส้าสี่กับคณะพยักหน้า สีหน้าพวกเขาเคร่งขรึม เหินสู่ชั้นสี่กันทันที
สีหน้าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ล้วนแสนบิดเบี้ยว พวกเขาเชื่อวาทะเจียงผิงอันแล้ว
“ปรากฏว่าเป็นโอสถเซียนที่เกิดจิตวิญญาณแล้ว เป็นตัวตนระดับเซียน ต่อให้ไม่รู้วรยุทธ์ เราก็ไร้หนทางรับมืออยู่ดี”
“มารดามัน ข้าเสียแรงเปล่าอยู่ตั้งนาน เสียคนไปก็เยอะแยะ”
“เวรเอ๊ย โอกาสท้าทายสวรรค์อยู่ตรงหน้า แต่มิอาจคว้ามาได้เลย”
การเห็นโอสถเลิศล ้าตรง