หน้าแต่มิอาจจับต้องนี้ มิต่างจากเห็นหญิงงามล่มนครนอนอยู่ตรงหน้า แต่พอจะเปลื้องอาภรณ์กลับมีคนมาบอกว่านางเคลือบพิษบนตัว
ผู้ฝึกตนจากต่างขุมกำลังล้วนใบหน้างอง ้า พากันเร่งสู่ชั้นสี่ด้วยสีหน้าเคืองแค้นขัดใจ
โอสถเซียนที่นี่แตะไม่ได้ มีแต่ต้องหาโอกาสอื่นแล้ว
ขณะมองผู้คนตามมาเบื้องหลัง เติ้งหลวนก็บ่นอุบ “สหายเต๋าเจียง เมื่อครู่เจ้าไม่น่าบอกพวกเขาเลย”
“ให้เจ้าพวกนี้เปิดค่ายกล ให้โอสถเซียนกิน ๆ ไปให้หมด คู่แข่งเราจะได้น้อยลง พวกเขาไม่ออมมือให้แค่เพราะเจ้าช่วยพวกเขาหรอกนะ”
เจียงผิงอันตอบ “หากพวกเขาเปิดค่ายกลจริง ๆ เราก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย การสู้กับคนระดับเดียวกันดีกว่าสู้กับภูตโอสถระดับเซียนนะ”
“ก็จริง” เติ้งหลวนจนใจเล็กน้อย
ปวงชนเร่งฝีเท้าขึ้นชั้นสี่ ไม่นานก็หายลับไป
ชั้นสามกลับสู่ความเงียบ เหลือเพียงโอสถเซียนทั้งสามซึ่งแผ่ปราณเต๋าเซียน
“เจ้าคนน่าตายนั่นพูดมากเสียจริง ขัดลาภเราไม่เหลือเลย”
หนึ่งพฤกษาซึ่งงอกผลเป็นโอสถเซียนคล้ายผลตะวันสามเม็ดบนยอดพลันส่งเสียง
“เกือบได้ออกไปแล้วเชียว ออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะงาบเจ้าคนปากมากนั่นก่อนเลย!”
โอสถเซียนคล้ายอสรพิษ แผ่ปราณลี้ลับบิดตัว
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวต้องมีคนอื่นมาอีกแน่ ๆ และมาถึง พวกเขาจะต้องเปิดค่ายกล มนุษย์สมควรตายพวกนี้ พอออกมาได้ ข้าจะกินไม่ให้เหลือ”
โอสถต้นที่สามซึ่งปกคลุมด้วยม่านหมอกปริปาก
ทันใดนั้น สามโอสถเซียนซึ่งคุยกันอยู่พลันสังเกตเห็นบา