เย็นเยียบเช่นคมกระบี่ “เดรัจฉานฉางหง อย่ามาใส่ความศิษย์น้องข้าศิษย์น้องข้าพูดเช่นนี้แต่ยามใด”
หยางจิ่นอวี๋เป็นอัจฉริยะจากสำนักเซียนเป่ยฮวง ข่าวลือเช่นนี้จะเรียกความโกรธแค้น สร้างปัญหามากมายกับเจียงผิงอัน
ฉางหงผู้ถือหอกตีหน้าเคร่งขรึม “เจียงผิงอันพูดเองแท้ ๆ ข้าจะโกหกคนไปทำไม?”
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานข้าง ๆ กันสนับสนุน “ใช่เลยข้าก็ได้ยินเหมือนกัน เจียงผิงอันพูดเช่นนั้นจริง ๆ”
“ข้าไม่รู้ว่าเจียงผิงอันเอาความกล้ามาจากไหน บอกว่าจะทะลวงวงกตได้ในหนึ่งวัน ดูแคลนสหายเต๋าหยางจากสำนักเซียนเป่ยฮวงนัก”
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานใส่ความเจียงผิงอันกันอย่างหน้าไม่อาย
เหมียวเสียร่างสะท้านด้วยโทสะ “พวกสารเลวนี่…”
วิ้ง!
หนึ่งเสียงประหลาดดังสะท้าน สอดประสานกับกฎฟ้าดินขึ้นกะทันหัน
อึดใจต่อมา แสงทองเรืองรองก็ฉายขึ้นเหนือวงกตป่าศิลา สาดส่องไปทั่วทั้งดินแดนลับขนาดเล็ก ดึงความสนใจของคนทุกนาม
“มีคนถึงทางออกของวงกตป่าศิลา! ยามสหายเต๋าหยางจิ่นอวี๋ถึงทางออกก่อนหน้านี้ก็เกิดนิมิตเช่นนี้เลย!”
“ใครถึงทางออกอีกแล้วล่ะนั่น? ข้าล่ะริษยานัก ‘เซียนเมามาย’ไหหนึ่งราคาขั้นต ่าก็แสนผลึกเซียนเข้าไปแล้ว ต่อให้มีเงินก็ใช่จะซื้อได้เสมอด้วย”
“ต้องเป็นผู้ใช้ค่ายกลชั้นเลิศแน่แท้”
เมื่อทราบว่ามีคนถึงทางออกของวงกตป่าศิลา ผู้คนมากมายก็เผยสีหน้าริษยา
การได้ ‘เซียนเมามาย’ มานั้นเท่ากับได้ค่าตั๋วเรือคืน พร้อมด้วยกำไรมากโข