“เจียงผิงอันตำยแล้ว?”
เหมียวเสียคว้ำสำบเสื้อศิษย์ผู้นั้น ตะคอกใส่ว่ำ “ใครบอกเจ้ำว่ำเจียงผิงอันตำย! กล้ำล้อเล่นกับศิษย์พี่หญิงผู้นี้ ระวังเถอะหัวจะระเบิดไม่รู้ตัว!”
ศิษย์ผู้นั้นหดคออย่ำงขวัญเสีย กระซิบว่ำ “บำงทีอำจยังไม่ตำยก็ได้ขอรับ ทุกสิ่งเป็นแค่กำรคำดเดำของเรำเท่ำนั้น”
“ท ำไมจึงเดำเช่นนี้? มีหลักฐำนอะไร?”
เหมียวเสียถลึงตำจ้องอีกฝ่ำย ประหนึ่งจะกลืนอีกฝ่ำยลงท้องทั้งตัว
“เสี่ยวเสีย อย่ำก่อเรื่องสิ”
เหมียวจิ่งผู้มีท่ำทำงสง่ำงำมเดินเข้ำไปดึงมือบุตรีออก
“แต่เขำพูดเพ้อเจ้อ บอกว่ำศิษย์เจ้ำตำยแล้วนะ!” เหมียวเสียหงุดหงิดสุดแสน กรอกสุรำเข้ำปำกดับพิโรธ
“พวกเขำพูดถูก บำงที… อำจเกิดอะไรขึ้นกับเจียงผิงอันจริง ๆ”เหมียวจิ่งพูดเสียงขรึม
ตู้ม!
ไหสุรำในมือเหมียวเสียถูกก ำแน่นจนระเบิด นำงหันไปถำมบิดำอย่ำงตกตะลึง “ไฉนจึงพูดเช่นนั้น?”
เหมียวจิ่งสูดหำยใจลึก ๆ จึงเอ่ยปำก “เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เจ้ำเฒ่ำชิวซื่อผิงสติแตก ตำมหำคนในจุลภพเทพโบรำณไปทั่ว เที่ยวค้นตัวศิษย์มำกมำย ยำมนี้ยังตรวจสอบหำเหตุผลกันอยู่”
“และเวลำที่ชิวซื่อผิงตำมหำคน ก็บังเอิญเป็นยำมเจ้ำกับเจียงผิงอันเข้ำไปในจุลภพเทพโบรำณพอดี”
ได้ยินเช่นนี้ สมองของเหมียวเสียพลันหมุนควง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนติ้วรอบนำง
เจียงผิงอันเคยบอกไว้ว่ำตำเฒ่ำนั่นมีควำมขัดแย้งกับเจียงผิงอันและหลังจำกเขำเข้ำสู่จุลภพเทพโบรำณ ชิวซื่อผิงก็ไปที่นั่นเช่นกัน
นี่ไม่มีทำงเป็นเ