โปรดอย่าแอบอ้างว่าเป็นน้องชายของฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่”
ใบหน้าแดงระเรื่อของเฝ่ยเฉิงซีดลง
เขาเบิกตากว้างมองเฝ่ยไป๋ลู่ที่ไม่แยแสด้วยความไม่อยากเชื่อ
เฝ่ยไป๋ลู่ยกมือขึ้น “นายเอาของออกไปได้แล้ว”
“เออ เธอมันคนใจร้าย!” ดวงตาของเฝ่ยเฉิงแดงก่ำ เขาพลันคว้าข้าวของ เดินจากไปด้วยความโกรธ
เมื่อเดินผ่านถังขยะ ก็โยนของขวัญทั้งหมดที่คัดเลือกมาอย่างดีทิ้งไป
ในเมื่อผู้รับไม่ยินดีจะรับไว้ก็ช่าง!
ภายในห้องคนไข้ เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้วด้วยความปวดใจ
ท่าทีของเฝ่ยเฉิงที่มีต่อเธอเลวร้ายมาตลอด คราวนี้กลับปฏิบัติดีด้วยจนน่าแปลก แต่นี่ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเฝ่ยที่อยู่เบื้องหลัง
อีกทั้งเขายังเชื่อฟังคำพูดของเฝ่ยชิงรั่วมากที่สุด
เป็นครอบครัวที่ไว้ใจไม่ได้จริง ๆ
แม้เธอจะมีวรยุทธ์ แต่เธอก็ไม่สามารถปกป้องพ่อแม่บุญธรรมได้เสมอไป หากวันหนึ่งตระกูลเฝ่ยฉวยโอกาสจากเธอ…
ในใจของเฝ่ยไป๋ลู๋หนักอึ้ง
เธอคิดอยู่นานจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดหมายเลข โทรออก เมื่ออีกฝ่ายรับ เธอก็ถามตรงประเด็น “เวินสือเหนียน คุณอยากคุยเรื่องความร่วมมือไหม?”
“รอสักครู่…” เวินสือเหนียนกล่าวพร้อมยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ผู้บริหารระดับสูงระงับการประชุม
ผู้บริหารทุกคนเงียบและเฝ้าดูคุณชายสามเวินผู้เคร่งขรึมออกจากห้องประชุมไป
เมื่อเวินสือเหนียนพบสถานที่เงียบสงบ เขาหมุนลูกประคำด้วยนิ้วเรียวยาว และถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสว่า “คุ