ะมาณเจ็ดหรือแปดขวบ
พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ และมีใบหน้าสกปรกมอมแมม พวกเขาข้ามตรอกซอกซอยไปหลายตรอกและเดินไปตามถนน
“อาจารย์ลุงน้อย พวกเขาจงใจหลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิดทั้งหมดเลย” อิงหงกล่าวอย่างครุ่นคิด
“ผมเห็นแล้ว” โจวอี้พยักหน้า
“คุณว่าพวกเขากำลังจะทำอะไร? เด็กชายคนโตซ่อนมีดสนิมเขรอะ ไว้ในแขนเสื้อ และอีกสองคนก็ซ่อนพลั่วและกรรไกรไว้ เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาจะไปสู้กับเด็กคนอื่น ๆ?” อิงหงถาม
“ไม่ต้องกังวล เราแค่ตามไปดู” โจวอี้พูดอย่างใจเย็น
สิบนาทีต่อมา
โจวอี้และอิงหงเดินตามเด็กสามคนไปข้างหน้าและเลี้ยวเข้าไปในซอยอีกครั้ง จากนั้นพวกเขาก็พบว่ากลุ่มเด็กหยุดอยู่ใกล้ร้านซาลาเปานึ่งในซอย และแอบมองเข้าไปในร้านซาลาเปานึ่ง
“ร้านซาลาเปานั่นปิดแล้วไม่ใช่เหรอ พวกเขาจะทำอะไรกัน ปล้น?” อิงหงพึมพำกับตัวเอง
“ไม่ มันเหมือนเป็นการแก้แค้นมากกว่า” โจวอี้หรี่ตามอง
หลังจากนั้นไม่นาน
จากด้านในร้านซาลาเปานึ่ง มีชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเดินออกมาพร้อมถุงขยะสองถุงในมือ
โจวอี้และอิงหงเห็นว่าก่อนที่ชายอ้วนจะทิ้งขยะลงถังใบใหญ่ตรงหัวมุม ทันใดนั้นเด็กสามคนก็วิ่งกรูเข้าใส่จากด้านหลัง
มีดขึ้นสนิมแทงเข้าที่เอวของชายอ้วน
พลั่วเหล็กฟาดเข้าที่แขน
และกรรไกรแทงเข้าที่เอว
“โอ๊ย…”
เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือดดังออกมาจากปากของชายอ้วน
จู่ ๆ เขาก็ถูกทำร้าย ความเจ็บปวดที่รุนแรงนี้ทำให้เขาปล่อยถุงขยะทั้งสองใบ ก่อนจะยืดท้องอันใหญ่โตออกมาแล