“เหมียวเสีย เจ้าทำอะไรอยู่ ปล้นศิษย์ร่วมสำนักหรือ?”
คิ้วหนาของหวังหยางขมวดย่น สายตาไม่พอใจ แสดงความรักคุณธรรมออกมาแล้วผลักเหมียวเสียออกไปทันที
ขุนเขาใหญ่ทั้งสองตรงหน้าเหมียวเสียกระเด้งกระดอนเยี่ยงอาชาป่าพยายามสลัดบังเหียน
“ล้อเล่นหรอกน่า ข้าแค่เห็นว่าเขาปวกเปียกเกินไปเลยจะเก็บค่าคุ้มครอง แล้วปกป้องเขาเท่านั้นเอง เจ้าก็รู้นิสัยข้า ข้าทนเห็นผู้อื่นถูกรังแกได้ที่ไหน เอิ๊ก~”
หวังหยางชำเลืองเหมียวเสีย “ใครบ้างในสำนักจะไม่รู้ว่าเจ้าอหังการยิ่งกว่าใคร เที่ยวเก็บค่าคุ้มครองไปทั่ว”
เหมียวเสียขบน ้าเต้าสุรา เทสุราส่วนสุดท้ายเข้าปากอึกใหญ่ นี่คืออึกสุดท้ายแล้ว ยามหยดสุดท้ายหยดลงก็ถูกลิ้นอันยืดหยุ่นของนางรับไว้อย่างง่ายดาย
จากนั้น เหมียวเสียก็เหมือนกะพริบตาหนหนึ่ง แล้วมองมายังเจียงผิงอันอีกครั้ง
“เจ้าถูกน ้าในธารทมิฬแต่ไม่ตาย ฟื้นสภาพร่างกายรวดเร็วโดยมิต้องใช้วรยุทธ์ช่วย เจ้าเด็กนี่มีวรยุทธ์เซียน”
“เจ้าฝึกฝนวรยุทธ์เซียนในภพล่าง มิอาจสร้างรากเซียนได้จุดประสงค์การมายังภพเบื้องบนของเจ้าในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างรากเซียน เอิ๊ก~”
ร่างของเหมียวเสียโซเซ ราวจะทรุดกองกับพื้นได้ตลอดเวลา
นิ้วของเจียงผิงอันสั่นสะท้านเล็กน้อย ตกตะลึงอยู่ในใจ สตรีผู้นี้ดูเมามาย แต่การสังเกตและตัดสินเรื่องราวของนางเลิศล ้ายิ่งกว่าใคร
เหมียวเสียวางน ้าเต้าสุราไว้บนเนินอก ทอดตัวลงนอนที่มุมดาดฟ้าอีกครั้ง ดวงตาหลับลงราวจะงีบหลับ