ารอยู่ตรงไหน?”
อู๋เฟยอวี่จากตระกูลอู๋กล่าวเสียงขรึม “ห่างชั้นทุกด้าน ทั้งจำนวนคน พลังต่อสู้รายบุคคล อีกฝ่ายยังมีศาสตราเซียนเพิ่มมา ยิ่งต่างชั้นไปใหญ่”
“ก่อนหน้านี้ ที่พวกมันไม่กล้าสู้กับเราก็เพราะเจ้านิกายแข็งแกร่งเกินไป พวกมันจึงกลัวจะเสี่ยง แต่ยามนี้ พวกมันมีอัจฉริยะไร้เทียมทานจากโลหิตเซียน ก็เท่ากับไร้จุดบอดแล้ว”
หากศึกนี้เปิดฉาก พวกเขานิกายเทวมารก็ย่อมมิอาจอยู่ได้นาน
วิกฤติถึงชีวิตอย่างแท้จริงกำลังมา
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงพูดอย่างสุขุม “มิต้องห่วงเรื่องข้า มิต้องห่วงเรื่องศาสตราเซียนด้วย เสี่ยวเซียงจะช่วยเรา”
“เสี่ยวเซียง?”
เหล่าผู้อาวุโสผงะไปนิดหน่อย คลับคล้ายเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน
“เฉียนฮวั่นโหรวไงเล่า” น ้าเสียงของจี้เฟยเจือความขุ่นแค้นไร้ประมาณ
ปวงชนพลันจำได้ว่าเจียงผิงอันก็เรียกเฉียนฮวั่นโหรวเช่นนี้
ทุกสายตามองเจียงผิงอันด้วยสายตาพิกล
เสี่ยวเซียง ฟังอย่างไรก็เป็นชื่อเล่นที่มีเพียงคนสนิทจะเรียกได้
เจ้านิกายกับเฉียนฮวั่นโหรวสัมพันธ์กันเช่นไร จึงสนิทสนมกันนัก
เฉียนฮวั่นโหรวกระทั่งยอมล่วงเกินเขตแดนมารมืดทมิฬเพื่อเจ้านิกาย…
เจียงผิงอันเมินสายตาพิกลของปวงชนแล้วพูดต่อ
“ปัญหาหลักในขณะนี้คือด้านพลังต่อสู้ส่วนบุคคล เผ่ามารแข็งแกร่งโดยกำเนิดอยู่แล้ว พอมีสมบัติและวรยุทธ์เข้าเสริม พลังต่อสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง”
“เช่นนี้แล้วกัน ส่งศาสตราเซียนเสียหายของนิกายเทวมารแก่ข้าเป็นสิ