่ยวอีสะดุ้งเมื่อพบว่ามีคนจ้องมองนางมากมายเพียงนี้
ด้วยความเขินอาย นางจึงเหินกลับเข้าตำหนักเจ้านิกาย ยืนหลบหลังประตู โผล่มาเพียงศีรษะน้อย ๆ แล้วทักทายด้วยใบหน้าแดงก ่า
“สวัสดีเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสทุกท่าน”
แล้วนางก็หันไปพูดกับเจียงผิงอันอย่างขวยเขินอีกครั้ง “ท่านพ่อเมี่ยวอีใช้เวลาตั้งนานกว่าจะบรรลุวรยุทธ์ที่ท่านพ่อสอน ท่านพ่อเจ้าคะ เมี่ยวอีซื่อบื้อมากเลยเจ้าค่ะ”
ปวงชน “…”
อายุแปดขวบก็บรรลุแปรเทวะ หากนี่เรียกซื่อบื้อ เช่นนี้ผู้ฝึกตนทั่วโลกหล้าก็สมควรตาย
นี่ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าทายาทสัตว์เทพอีก!
ในที่สุดปวงชนก็เข้าใจ ว่าไฉนเซียนจากเขตแดนมารมืดทมิฬจึงจะมาพาเจียงเมี่ยวอีไป
ขุมกำลังใดไม่อยากได้ปีศาจร้ายเช่นนี้บ้าง?
เจียงผิงอันรีบสะบัดเลือดออกจากตัว ใช้ปราณฝังเศษเนื้อข้างตนไป ใบหน้าสิ้นความเย็นชา ถามขึ้นอย่างอ่อนโยน “เมี่ยวอีไม่ซื่อบื้อ ใช้ได้นะ”
พรสวรรค์นี้ หากเป็นในภพบุกเบิกก็น่าจะเป็นระดับกลางกระมัง?
เมื่อได้ยินคำประเมินว่า ‘ใช้ได้’ เครื่องหมายคำถามจำนวนมากก็เด้งขึ้นในหัวปวงชน
เพิ่งเริ่มฝึกฝนก็บรรลุขอบเขตแปรเทวะ นี่เรียกใช้ได้หรือ? เรื่องเหลวไหลเช่นนี้มีด้วยหรือ?
ผู้อาวุโสสูงสุดหลู่ตันสูดหายใจลึก ฟื้นตัวจากความตกใจ และเอ่ยว่า
“เมี่ยวอีมีร่างเทวะระดับสูงสุด เป็นความหวังในอนาคตของเรานิกายเทวมาร เจ้านิกายก็เป็นบิดา จึงอภัยได้ที่ฆ่าผู้อาวุโสใหญ่มั่วชงอย่างลืมตัวเพื่อปกป้องบุตรี”
“ข้าขออภัยในเหตุน