็นแน่
เฝ่ยไป๋ลู่เองก็ไม่เกรงใจ
เธอกับตระกูลเฝ่ยก็เสมือนน้ำกับไฟ
แม้เธอจะไม่เกรงราชาปีศาจ แต่พวกคนชั่วทั้งหลายล้วนชวนปวดหัว
เธอต้องขยายเส้นสายและอำนาจ ไต่ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ถึงจะทำให้ตระกูลเฝ่ยไม่กล้าตอแยเธอ
เฝ่ยไป๋ลู่จ้องมองทั้งสองคนแล้วกล่าว “พวกคุณยังต้องการอะไรอีกไหมคะ?”
คุณพ่อเวินกล่าว “พวกเราไม่สามารถปิดบังอาจารย์เฝ่ยได้เลยจริง ๆ”
เวินโจวเป็นฝ่ายกล่าวต่อ “ด้วยความแข็งแกร่งและจิตเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ของอาจารย์เฝ่ย ถือเป็นวาสนาของครอบครัวเวินเราที่ได้พบกับอาจารย์ ดังนั้นผมจึงคิดจะเชิญอาจารย์เฝ่ยไปดูผู้อาวุโสท่านหนึ่งสักหน่อย เขาป่วยมานานหลายปี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีใครทำของใส่ท่านหรือเปล่า”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยคำเยินยอชวนน่าสังสัย
เฝ่ยไปลู่มองท่าทีของสองพ่อลูก “ใครคะ?”
“คุณชายสามเวินครับ”
……
“อาจารย์เฝ่ยครับ ตอนคุณเข้าพบคุณชายสามเวิน โปรดอย่าเข้าใจเขาผิดเลยนะ สีหน้าของเขาเย็นชามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากว่ากันตามตรงกระทั่งผมยังไม่กล้าสบตากับเขาตรง ๆ เลย” หลังขึ้นรถ เวินโจวก็กล่าวขึ้น
เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว น่ากลัวขนาดนั้นเลย?
ฟังดูเหมือนคุณชายสามเวินจะเข้าถึงยากไม่น้อย
คุณพ่อเวินเกรงว่าลูกชายโง่ ๆ ของตนจะพูดเรื่องไร้สาระและทำให้เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกไม่ดีต่อคุณชายสามเวิน เขาจึงเสริมขึ้นว่า “เจ้าอาโจวแค่ขี้ขลาดน่ะครับ เพราะคุณชายสามเวินอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่ง บารมีของเขาน่ากลัวก็จริง แต่เขามีจ