“เรื่องที่สอง พวกเจ้าจะได้เข้าแข่งขันชิงวิชาจำแลงเซียนอย่างแน่นอน”
“ขอพูดจาแสลงโสตสักหน่อย ด้วยระดับของพวกเจ้าสองคน หามีโอกาสได้วิชาจำแลงเซียนมาไม่”
“ถึงพวกเจ้าจะสร้างขอบเขตของตัวเองได้ก็เหมือนกัน ยังคงยากประชันทายาทเซียนเหล่านั้นนัก”
“ทุกครั้งที่มีการประลองชิงวิชาจำแลงเซียน อัจฉริยะจะตกตายเป็นจำนวนมาก พวกเจ้าสองคนอย่าเข้ายุ่งเกี่ยวจะดีกว่า”
“ต่อให้เจ้าผ่านมาตรฐานนั้น ก็ยังไร้โอกาสได้วิชาจำแลงเซียนมาอยู่ดี”
เฉียนฮวั่นโหรวถามอย่างสงสัย “เพราะเหตุใดหรือ?”
หลัวซู่ส่ายหัว ไม่พูดมากนัก “สรุปคือ อย่าคิดถึงเรื่องเกินจริงอย่างวิชาจำแลงเซียนเลย ในศาลาหลักมีโอกาสมากมายที่ควรค่า
แสวงหา ต่อให้มิได้เรียนวิชาจำแลงเซียน ก็ยังบรรลุความสำเร็จอื่น ๆได้”
“ยามไปถึงศาลาหลัก ทำตัวให้เงียบเข้าไว้ อัจฉริยะที่นั่นเลิศล ้าพวกเขาหลายคนเป็นทายาทเซียน มีชาติกำเนิดลึกล ้า หากไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า รีบติดต่อข้าให้ทันการเล่า”
หลัวซู่พลันหันไปทางเจียงผิงอัน “โดยเฉพาะเจ้า อย่าหุนหันเชียว”
เฉียนฮวั่นโหรวเอ่ยปาก “อาจารย์ ท่านวางใจเถอะ ผิงอันสุขุมมากนะ”
หลัวซู่ส่ายหัว “เขาดูสงบเสงี่ยมสุขุม แต่นั่นคือยามตัวเขาเองอยู่ในอันตราย หากผู้คนรอบกายเขาเผชิญเรื่องใดเข้า เขาจะคลั่งได้ยิ่งกว่าคนทั่วไปนัก”
หลัวซู่ใช้ชีวิตมาเนิ่นนาน เห็นคนมามากมาย จากการพินิจจับตามอง ก็มองเห็นบุคลิกที่กระทั่งตัวเจียงผิงอันเองก็ยังไม่รู้ตัว
“กลับไป