องเฉิงฮั่นหันมาทางเจียงผิงอันอีกครั้ง มองเกราะรบจำนงศึกบนตัวพลางถามว่า “พรสวรรค์เจ้านี่มันอะไร?”
เจียงผิงอันไม่ตอบ ทำเพียงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ เฉิงฮั่นก็เปลี่ยนคำพูด “ระห ่าจริง ๆ แต่ก็มีฝีมือพอให้ระห ่า หากมิใช่เพราะตรวนอักขระพวกนี้มัดข้าไว้ การสยบเจ้าจะง่ายนัก”
เฉิงฮั่นเกาหน้าอก หันตัวเดินกลับ “เรื่องนี้ข้าไม่ยุ่งแล้ว ไม่อยากล่วงเกินหน้าใหม่แบบนี้ว่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของฟู่ฮุ่ยและหูสวีหร่านพลันแปรเปลี่ยน “ท่านเฉิง! จะปล่อยไว้เช่นนี้มิได้นะ!”
เฉิงฮั่นกลับห้องของตนไป ปิดประตูเสียงสนั่น ก่อนจะเปิดค่ายกลปกคลุม
พวกหูสวีหร่านทั้งสองมองเจียงผิงอันเดินเข้ามา ก็ถอยกรูดอย่างขวัญผวา
“เจ้าจะทำอะไร? หากฆ่าคนที่นี่ เจ้าจะถูกฝ่ายรักษาระเบียบฆ่านะ!”
“ไม่ได้จะทำอะไรนี่ ข้ามีโอสถอยู่เม็ดหนึ่ง พวกเจ้าอยากซื้อมันมาก ๆ เลยมิใช่หรือ?”
เจียงผิงอันนำโอสถก่อปราณเม็ดหนึ่งซึ่งถูกทิ้งจมฝุ่นในซอกหลืบอยู่เกินนับปีออกมา
เมื่อเห็นโอสถเม็ดนี้ ใบหน้าหูสวีหร่านก็กระตุก นี่ก็เรียกโอสถได้หรือ? กำดินมั่ว ๆ ขึ้นมาสักกำยังมีปราณวิญญาณเยอะกว่าเลย
หูสวีหร่านคิดปฏิเสธ แต่ยามเห็นท่าทีเย็นชาของเจียงผิงอัน ก็ทราบว่าหากปฏิเสธ เขาจะแย่แน่ ๆ
เขาก่นด่าในใจพลางถาม “ราคาเท่าไหร่”
“ร้อยผลึกวิญญาณ”
“ร้อยผลึกวิญญาณ! ไฉนเจ้ามิปล้นกันเลยเล่า!”
“ข้าก็ปล้นอยู่นี่ไง”
“…”
หูสวีหร่านและฟู่ฮุ่ยกลัวถูกทำร้าย จึง