ม่ได้โง่ เรื่องเช่นนี้ต้องปิดบังเอาไว้ หากนำไปโพนทะนาแล้วผู้อื่นเกิดริษยาจะทำอย่างไร เพียงแต่เรื่องนี้ใช่ว่าเราไม่พูดแล้วผู้อื่นจะไม่รู้ ตอนนี้ก็มีคนร่ำลือกันนานแล้ว…”
การย้อมผ้าของสกุลจูเป็นความรับผิดชอบของจูปาเม่ยทั้งหมด โดยมีหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอยู่ช่วยเป็นลูกมือ
ขอเพียงมีคนในหมู่บ้านนึกอิจฉา มองแวบเดียวพวกเขาย่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีทางที่จะ
‘ปิดบัง’ เรื่องนี้ได้อย่างที่หลินซื่อกล่าวเอาไว้
“เราปิดบังไม่ได้ แต่จะพูดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ขอเพียงเราไม่ยอมรับก็ไม่มีใครมีหลักฐาน ข้าคิดว่าเจ้าก็คงไม่ต้องการให้ซานเม่ยของเจ้าแต่งงานเข้าบ้านคนพรรค์นั้นและใช้นางเป็นเครื่องมือทำเงินหรอกใช่ไหม”
หลินซื่อส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
“เจ้าคิดถูกแล้ว” ในที่สุดเขาก็กลับมากล่าวถึงเรื่องเหวินเหรินซานและอธิบายให้นางกระจ่างใจ
เหวินเหรินซานเพียงแค่ ‘ดูดี’ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ ต้องรับคำสั่งผู้อื่น
นอกเสียจากจะได้รับอนุญาต ไม่มีลูกหลานคนใดสามารถสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้ และต้องทำงานเป็น ‘เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ’ ไปชั่วลูกชั่วหลาน
“ไม่ดีหรอกหรือ? หากได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ก็จะมีการงานมั่นคงและไม่อดตายไม่ตลอดชีวิต ข้าคิดว่ามันดีจะตาย” หลินซื่อใจรวนเร บางครั้งนางคิดว่าเจ้าหน้าที่ทางการไม่ดี บางครั้งนางก็คิดว่าดีที่ได้รับเงินมาหาเลี้ยงครอบครัวทุกเดือน
แต่งงานกับพวกลิ่วล้อที่ทำงานห