วยกันและช่วยเหลือในเรือลำเดียวกัน ไม่ว่าจะเผชิญพายุโหมหรือคลื่นลมสงบก็ตาม
ดังกวีที่ชื่อว่า ‘สู่ต้นโอ๊ก’
หากข้ารักท่าน
ข้าไม่มีทางเป็นบุปผาชูช่อโดยหยิบยืมกิ่งก้านสูงของท่านเพื่ออวดโฉม
หากข้ารักท่าน ข้าไม่มีทางเป็นนกที่หลงระเริง
หากข้ารักท่าน ข้าจะไม่ขับขานอันใดน่าเบื่อหน่ายเพียงเพื่อร่มเงา
……
ข้าจะเป็นต้นนุ่นอยู่เคียงข้างท่าน
ยืนหยัดด้วยกันดั่งภาพต้นไม้
หยั่งรากลึกสู่ผืนดิน
ระใบแตะต้องกันตราบเรื่อยไป
……
กานอี้เซียนเพิ่งก้าวเข้ามาในศาลถู่ตี้เฉินก็ชะงัก
เพราะเขาเห็นว่าต้นกล้าได้เติบโตในศาลของตน
“นี่มันอะไรกัน!”
เขาย่อตัวลงพลางมองซ้ายขวาด้วยสีหน้าตกตะลึง ทว่ายังไม่รู้ว่าสิ่งนี้เติบโตขึ้นมาได้อย่างไร
ตามหลักแล้วเขาเป็นผู้ปกครองและเป็นเจ้าของที่นี่ ที่แห่งนี้จึงควรเป็นไปตามความประสงค์ของเขา เขาไม่ได้คิดจะปลูกต้นไม้หรือสิ่งใดที่นี่ มันจึงไม่ควรเติบโตขึ้น
ทว่าตอนนี้สิ่งแปลกประหลาดที่กำลังเติบโตขึ้นกลับส่องแสงเรืองรองอย่างกับ…
“แสงแห่งบุญบารมีหรือ?”
“มันไม่ใช่ของข้า แล้วเหตุใดถึงได้มาโผล่ที่นี่”
“แสงแห่งบุญบารมีของผู้อื่นจะมาปรากฏในอาณาเขตของข้าได้อย่างไร”
กานอี้เซียนงุนงง เขารู้สึกว่าตนเองต้องอ่านคัมภีร์โบราณเพื่อหาความรู้ใส่หัวบ้าง เพราะคิดว่าตนเองไม่รู้เรื่องทำนองนี้แต่อย่างใด
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่ตั้งใจเรียนรู้มากพอ
ทว่าก่อนหน้านั้นเขายังต้องจัดการกับสิ่งหนึ่งก่อน
‘อัสนีเคราะห์