่าให้ตั้งกฎตั้งแต่แรก ขีดเส้นและข้อกำหนดให้ชัดเจน เริ่มต้นจากสามีของพวกเจ้า” เย่อวี๋หรานเอ่ย “เราไม่เหมือนครอบครัวอื่นที่ยอมให้มีสามภรรยาสี่อนุ เราไม่อาจกล่าวถึงเรื่องพรรค์นั้นด้วยซ้ำ ข้าเป็นใหญ่ในบ้านนี้ ข้าพูดคำไหนก็คือคำนั้น พวกเจ้ากลัวสิ่งใดกัน ตั้งกฎแล้วเป็นหูเป็นตาให้ข้า ดูแลสามีและลูกให้ดี ไฉนเลยจะมีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
เหล่าสะใภ้สกุลจู “….”
หลังอบรมเหล่าลูกสะใภ้แล้ว นางก็เรียกจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย มายืนต่อหน้าลูกสะใภ้แล้วถามว่าคิดเห็นอย่างไร
จูปาเม่ยงุนงง “ท่านแม่ ข้ายังไม่ได้แต่งงาน เกี่ยวข้องอะไรกับข้ากัน?”
“เพราะเจ้ายังไม่แต่งงานข้าถึงได้ถาม หากเจ้าไม่คิดล่วงหน้า เมื่อแต่งเข้าบ้านสามีไปแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร คงจะตื่นตระหนกไม่ใช่หรือ?”
“เอ่อ…” จูปาเม่ยเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ “ท่านแม่ ใช่ว่าข้าจะรู้ว่าข้าจะแต่งเข้าสกุลใดแล้วต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดเสียหน่อย”
“ไม่ว่าจะแต่งเข้าสกุลใดหรือเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใด เจ้าก็ควรกำหนดชีวิตของตนเองไม่ใช่หรือ” เย่อวี๋หรานมองหน้าลูกสาว “เจ้าอยากมีชีวิตตามประสงค์เจ้าหรือเงยหน้ามองผู้อื่นแล้วยอมให้จูงจมูกไปชั่วชีวิต”
จูปาเม่ยครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า “ย่อมอยากมีชีวิตตามประสงค์ของข้า”
“เช่นนั้นไม่ว่าจะแต่งเข้าสกุลใดเจ้าก็ต้องยืนหยัดบนหลักการของตนเอง ผู้อื่นจะได้ทำตามและไม่อาจละเมิดเจ้าได้ แบบนั้นเจ้าถึงจะมีชีวิตตามต้องการได้”