พราะกลัวว่าพวกเขาจะคบชู้ ใครจะคิดว่าข้ายิ่งระแวงก็ยิ่งมีมูล ข้าอยากจะเลิกทำแต่ก็หยุดไม่ได้…”
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า หมากินขี้ แมวขโมยปลา เจ้าจะหักขาเขาไม่ให้วิ่งพล่านไปทั่วได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานปลอบใจสะใภ้ว่าไม่ใช่ความผิดของนาง
โดยทั่วไปแล้วเมื่อผู้ชายนอกใจภรรยา คนที่ถูกโยนความผิดให้มักไม่ใช่สามีหรือชู้ กลับเป็นภรรยาเสียได้ ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่การมีอนุเป็นเรื่องชอบธรรม บุรุษสามารถมีสามภรรยาสี่อนุได้ ในฐานะ ‘ภรรยาเอก’ นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
นอกจากจะถูกหักหาญน้ำใจและไม่สามารถ ‘ต่อต้าน’ ได้แล้ว ยังต้องดูแลสามี ภรรยารอง รวมถึงบุตรของสามีและภรรยารองอีก
ภรรยาเอก “…”
กินอาหารที่ข้าหุงหา หลับนอนกับข้า ท้ายที่สุดกลับไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้
“พูดก็พูด เรื่องพรรค์นี้ไม่อาจโทษเจ้าได้ บางครั้งฝ่ายชายก็เป็นฝ่ายผิด คนผิดคือเขา เจ้าผิดตรงไหนกัน เจ้าไม่คิดว่าเขาผิดหรือ” เย่อวี๋หรานเอ่ยสำทับ “มันไม่ต่างกับข้าขาหัก คนที่เจ็บก็คือข้า คนอื่นจะบอกว่าพ่อเจ้าเดินไม่ได้ได้อย่างไร ขาพ่อเจ้าใช้การไม่ได้หรือ เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย…”
หลิวซื่อร้องไห้อยู่อย่างนั้นพักใหญ่
จูเอ้อร์ฟังคำมารดาแล้วรู้สึกว่ายิ่งนางพูดก็ยิ่งไม่เข้าท่า
ตั้งแต่อดีตนั้นชายเป็นใหญ่ เหตุใดท่านแม่ถึงได้เอ่ยเหมือนมันเป็นปัญหา
“ท่านแม่ ท่านพูดเช่นนั้นได้อย่างไร ต่อให้ท่านพยายามปลอบใจหลิวซื่อก็เอ่ยเช่นนั้นไม่ได้…” เขาท้วง “ลูกในท้องอิ่งเอ