พูดอย่างนั้น เจ้ากับเยี่ยนเหออันเป็นสหายกัน อยากมาตอนไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น ข้าก็ดีใจเหมือนกันที่ได้เจอเจ้าที่นี่”
เยี่ยนเหออันไม่ได้สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างคนทั้งสอง
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาจะไม่เคยสอดมือ แต่ยิ่งเขาเข้ามายุ่ง อวี๋จิ้งฉีกลับยิ่งคิดว่าเขาถูกจูชี ‘หลอกลวง’ และยิ่งสะท้อนใจว่าจูชีมีอุบายลึกล้ำ
ภายหลังด้วยความจนปัญญา เยี่ยนเหออันจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ไม่เข้ามายุ่งอีก
จูชีเป็นคนเช่นไร เมื่อเวลาผ่านไป อวี๋จิ้งฉีย่อมจะเข้าใจเอง
อวี๋จิ้งฉีตีหน้าเย็นชา แต่จูชีดูไม่ออกเลยสักนิด ควรพูดอันใดก็พูด ควรทำอันใดก็ทำ ไม่ตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
เยี่ยนเหออันเห็นท่าทางอัดอั้นของอวี๋จิ้งฉีแล้วก็รู้สึกว่าน่าขำ
“จิ้งฉี ต่อไปถ้าว่าง เจ้าก็มาบ่อย ๆ สิ” เยี่ยนเหออันกล่าว
อวี๋จิ้งฉีกลอกตา “โมโหจะตายอยู่แล้ว ข้าไม่มาหรอก”
“ฮึ ๆๆ…” เยี่ยนเหออันหัวเราะเบา ๆ
จูชีไม่เข้าใจ “ทำไมข้าฟังไม่เห็นเข้าใจเลย? สหายอวี๋ เจ้าโมโหเรื่องอะไร?”
“โมโหเจ้า ไม่รู้เรอะ?”
จูชีส่ายศีรษะอย่างสัตย์ซื่อ “ไม่รู้ เจ้าโมโหข้าทำไม คงไม่…ไม่ได้กำลังโมโหเรื่องเมื่อครู่นี้กระมัง? ข้าก็ขอโทษไปแล้วนี่นา? สหายอวี๋ดูไม่เหมือนคนใจแคบเสียหน่อย…”
คราวนี้ เยี่ยนเหออันหัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่า ๆๆๆ…”
อวี๋จิ้งฉี “…”
ถ้าไม่เห็นแก่ตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ ข้าคงไม่สนใจเจ้าแล้ว
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูเรือนหลิ่วหลงจิ้ง อาเย่ผู้เป็นสารถีก็บอกต