่อคนเฝ้าประตูว่า “รายงานป้าเฉินด้วยว่าวันนี้ที่เรือนมีแขกมาคนหนึ่ง แซ่อวี๋ จะอยู่กินข้าวด้วยกัน”
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปรายงานเดี๋ยวนี้”
คนเฝ้าประตูขานรับ จากนั้นก็บอกต่อคนในเรือน
คนในเรือนส่งต่อข้อความให้คนที่มีหน้าที่จัดการธุระเบ็ดเตล็ด ส่งต่อข้อความให้ป้าเฉินอีกทอดหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง ซุ่ยเอ๋อทราบข่าวแล้วก็มารายงานเย่อวี๋หราน “จูต้าเหนียง คนเฝ้าประตูแจ้งว่าวันนี้ในจวนมีแขกแซ่อวี๋มาท่านหนึ่งเจ้าค่ะ จะอยู่กินข้าวด้วยกัน”
เย่อวี๋หรานถาม “ต้องแยกกันกินข้าวไหม?”
หมายความว่า นางต้องแยกมารับประทานตามลำพังหรือไม่?
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวดูว่ารถม้าหยุดอยู่ตรงไหนก็จะทราบเอง”
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนมาแจ้งว่า รถม้าตรงมาทางเรือนรับรอง
ซุ่ยเอ๋อกล่าวว่า “เห็นทีคงต้องตั้งโต๊ะอาหารทางนี้แล้วเจ้าค่ะ”
“ตกลง เจ้าไปจัดการเถอะ”
……
ได้ยินว่าครอบครัวของจูชีพักอยู่กับเยี่ยนเหออัน อวี๋จิ้งฉีก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง จงใจพูดว่า “รู้จักแต่เอาเปรียบคนอื่น”
จูชีกำลังคุยกับเยี่ยนเหออันเรื่องตำราใหม่ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้อย่างเพลิดเพลินจึงได้ยินไม่ชัด “อะไรนะ? จิ้งฉี เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร” อวี๋จิ้งฉีมีสีหน้าไร้อารมณ์ “คนบางคนก็หน้าหนา อยู่ในเรือนคนอื่นมานานปานนี้ กระทั่งค่าเช่าก็ยังไม่จ่าย”
“ใครหรือ?”
“รู้แล้วยังมาถาม”
จูชีไม่เข้าใจ “เหออัน จิ้งฉีหมายถึงใครกัน ข้ารู้จักไหม?”
เยี่ยนเหออันฟังเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่าน่าขัน