ม้ต้นนั้นค่อยๆ เหี่ยวเฉาลง กิ่งไม้ที่กำลังขยับไหวก็ลู่ลงตามไปด้วย ราวกับสูญสิ้นพลังชีวิตไปหมดแล้ว
ครั้นหาจุดตายของต้นไม้พวกนั้นเจอ เฟิ่งจิ่วก็เริ่มรับมือได้ง่ายขึ้น ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ต้นไม้พวกนั้นพากันปิดปาก กิ่งไม้พวกนั้นก็หดกลับไปด้วย ไม่กล้าไปแตะต้องเธออี ก
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเก็บกระบี่ยาว สะบัดชายเสื้อ ปัดใบไม้สีแดงที่อยู่บนไหล่ ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ละครั้งที่ก้าวเดิน กิ่งไม้เหล่านั้นที่ขวางทางอยู่ต่างก็ หดตัวกลับไปเพื่อเปิดทางให้เธอราวกับรู้หน้าที่ ดูท่าทางแล้ว อาจเพราะไม่สามารถเคลื่อนย้ายรากต้นไม้ได้ ไม่อย่างนั้นเดาว่าพวกมันคงดึงรากตัวเองแล้วหลบไปอยู่ไกลๆ แล้ว
ท่ามกลางป่าต้นไม้แดง ใบไม้สีแดงร่วงโรยลงมาอย่างช้าๆ บนเส้นทางที่ต้นไม้ใหญ่พวกนั้นเปิดทางให้ เงาร่างสีแดงสาวเท้าอย่างเชื่องช้าราวกับเหยียบเมฆ ชายเสื้อพลิ้วไหว เส้นผมสีหมึกปล ลิวสยาย ราวกับเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์ในภาพวาด เพียง