กไปไม่ไกล จูซื่อเห็นจูอู่กำลังจ้องมองมาทางนี้ก็เดินเข้ามาหา แล้วกระซิบว่า “ข้าบอกพี่ใหญ่แล้ว เขาบอกว่าอีกเดี๋ยวจะไปคุยกับพี่รอง”
“อืม!” จูอู่รับคำ
“เจ้าคิดว่าพี่ใหญ่จะเปลี่ยนใจพี่รองได้ไหม?”
“พูดยาก” จูอู่กล่าวโดยไม่ได้เคลื่อนย้ายสายตาไปไหน “พี่ใหญ่สนิทกับพี่รองกว่าพวกเรา ถ้าเขาเชื่อพี่รองมากกว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“เจ้ายังจะให้ข้าไปพูดอีก?” จูซื่อรู้สึกเหมือนตนเองลงแรงเสียเปล่าเสียแล้ว
อีกทั้งเขายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ดูไปแล้วก็แค่หน้าตางดงาม เป็นอนุหลบหนีของคนอื่น เหตุใดเจ้าห้าจึงทำเหมือนอีกฝ่ายมี ‘เจตนาแอบแฝง’ เช่นนี้?
“ต้องลองดูสักครั้ง ยื้อเวลาได้เพิ่มอีกนิดก็ยังดี” จูอู่พูด
ยังดี จูซื่อรู้สึกเหมือนตนเองได้รับการปลอบโยนแล้ว “อย่างน้อย เจ้าก็ไม่ได้ให้ข้าไปทำเรื่องเสียเปล่า”
เขากระทบไหล่จูอู่ “นี่ เจ้ามองทางนั้นตั้งนานแล้ว ตกลงมองอะไรกันแน่?”
“เมียข้าไม่ค่อยมีสมองสักเท่าไหร่” จูอู่พูด
จูซื่อไม่เข้าใจ “หมายความว่า ที่เจ้ามองตั้งนานก็เพื่อดูว่าเมียเจ้ามีสมองหรือไม่มี? เจ้าห้า เจ้าว่างเกินไปหรือเปล่า?”
ในที่สุดจูอู่ก็ละสายตาหันมามองจูซื่อ “พี่สี่ บางครั้งข้าก็อิจฉาท่านจริง ๆ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฉลาดเท่าข้า ทำไมเรื่องเลือกเมีย สายตาถึงดีกว่าข้าอีกนะ?”
“เจ้าหมายความว่าอะไร? เจ้าอยากชมว่าพี่สะใภ้สี่ของเจ้าฉลาดก็ชมสิ มาพาดพิงข้าทำไม?” คราวนี้จูซื่อไม่ได้ยอมรับ “ข้า