้เลยนะ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าแล้วข้าจะไม่รู้ ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าก็จะป่าวประกาศเรื่องของเจ้าออกมาเสียตรงนี้”
“เหอะ! เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นเรอะ?” เจียงจิ่งถงแค่นหัวเราะด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
อวี๋จิ้งฉีมองคนที่ล้อมตนเองอย่างระแวง พลางกล่าวว่า “ญาติของเจ้าผู้นั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้ารู้แก่ใจดี”
วาจาประโยคเดียวทำให้เจียงจิ่งถงหน้าเปลี่ยนสี ยกมือห้ามพวกลูกน้อง
พวกลูกน้องยืนชะงักอยู่กับที่ เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่จริงน่า นายน้อยเจียงถูกคำพูดของอวี๋จิ้งฉีข่มขู่ได้งั้นหรือ?
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เจียงจิ่งถงถามขณะจ้องอวี๋จิ้งฉีอย่างมาดร้าย
อวี๋จิ้งฉีกระวนกระวายยิ่งนัก แต่เขาพยายามบังคับให้ตนเองหนักแน่นเข้าไว้ “เจ้าจะสนไปทำไมว่าข้ารู้ได้อย่างไร เอาเป็นว่าข้ารู้ก็แล้วกัน ขอแค่เจ้าไม่แตะต้องข้า ข้าก็จะไม่พูด”
เขากลัวเจียงจิ่งถงจะไม่เชื่อจึงเอ่ยสำทับมาว่า “ข้ารับรอง”
“ชิ! เจ้าคิดว่าข้าจะกลัว?” เจียงจิ่งถงเหน็บแนม
อวี๋จิ้งฉีเคร่งเครียดขึ้นมาอีกครา
หากเจียงจิ่งถงไม่สนใจจริง ๆ ต่อให้เขาพูดออกมาแล้วก็คงหนีการถูกอัดไม่พ้นอยู่ดี
“เห็นแก่หน้าพ่อเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง” เจียงจิ่งถงโบกมือ “เอาล่ะ เจ้าไสหัวไปซะ เรื่องวันนี้อย่าได้พูดออกไป ระวังชีวิตสุนัขของเจ้า”
อวี๋จิ้งฉีถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาไม่สนว่าเจียงจิ่งถงปล่อยเขาไปด้วยสาเหตุใด