ขอแค่อีกฝ่ายไม่ตะลุมบอนเข้ามาก็พอแล้ว
“แล้ว…” แต่อวี๋จิ้งฉีไม่ได้จากไปทันที ยังชี้ไปทางจูชีที่อยู่ข้างหลังเจียงจิ่งถง พลางกล่าวว่า “เขาล่ะ?”
จูชีคิดไม่ถึงว่าจะมีคนถามถึงเขาด้วย จึงรีบยกมือขึ้นมา “ข้าอยู่ตรงนี้”
“หุบปาก!” เจียงจิ่งถงตะคอกใส่จูชี
จูชีหดคอกลับไปพิงภูเขาปลอมตามเดิม
“เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?” เจียงจิ่งถงหันหน้ากลับมา สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ กล่าวเป็นเชิงตักเตือนว่า “เจ้าคงไม่ได้จะบอกข้าว่า เจ้าคิดจะมายุ่งเรื่องนี้จริง ๆ หรอกใช่ไหม? อวี๋จิ้งฉี พวกลูกน้องข้าก็อยู่ด้วย ข้าไว้หน้าเจ้ามากพอแล้ว เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ”
อวี๋จิ้งฉีกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้จะยุ่งเสียหน่อย เจียงจิ่งถง แต่…นี่เป็นสหายของสหายเยี่ยน เขากำลังจะแนะนำให้ข้ารู้จัก แต่ถ้ามาถูกเจ้าอัดจนน่วมเสียก่อน แล้วเขามารู้ทีหลังว่าข้าเห็นคนเดือดร้อนแต่ไม่ช่วยเหลือ สหายเยี่ยนจะกล่าวโทษข้าเอาได้…”
“ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้าไม่พูดข้าไม่พูด เขาจะรู้ได้อย่างไร?” เจียงจิ่งถงเลิกคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย
“เขาพูด” อวี๋จิ้งฉีชี้ไปที่จูชี
จูชีเองก็ตอบตามตรง “ข้าพูดแน่นอน”
มารดามันเถอะ! เจียงจิ่งถงลอบด่าในใจแล้วกระชากตัวจูชี “คิดว่าเจ้าแซ่เยี่ยนคนนั้นมียันต์คุ้มกายงั้นเรอะ? ตระกูลเยี่ยนจะร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในเมืองผู่โซ่ว ข้าแค่ไม่อยากมีปัญหา ไม่ได้กลัวเขาหรอกนะ!”
“นี่ เจ้าจะทำอะไร? เจ้าอย่าตีคนสิ…” อวี๋จิ้งฉี