้ว
จูซานเข้าใจและเดินตามเขาออกไป
เย่อวี๋หรานงุนงง
ด้านนอก จูซานรีบกระซิบถามทันที “ท่านหมอไป๋หลี่น้อย สรุปว่าอาการท่านแม่เป็นอย่างไร นางคงไม่เป็นไรใช่ไหม ตอนนั้นนางยังเดินได้อยู่เลย…”
อีกฝ่ายมองเขาแล้วพูดว่า “ที่จริงเจ้าน่าจะพอคาดเดาได้แล้ว ถ้ามารดาเจ้าไม่บาดเจ็บสาหัส ข้าคงไม่พูดเช่นนี้ออกมา”
เขาใจหายแต่ยังมีความหวังอยู่บ้างจึงเอ่ยว่า “ข้าเพียงเป็นกังวล… ล้มแรงขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้แม้แต่จะพักและรีบกลับ ต่อให้ไม่มีบาดแผล ข้าก็เกรงว่าจะต้องบาดเจ็บเป็นแน่”
สิ่งสำคัญคือเมื่อมาหาหมอ มารดาเขาก็เจ็บหนักจนขยับตัวไม่ได้แล้ว
ภายหลังจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากขอยืมกระดานไม้จากตระกูลเฉินเพื่อแบกนางมาที่นี่
ตอนแบกหามมา นางยังต้องนอนคว่ำเพราะเจ็บก้นเมื่อถูกกระทบกระเทือน
“เจ้าคงได้ยินที่ผู้ช่วยหญิงบอกแล้ว ก้นของแม่เจ้าบวมมาก เมื่อครู่ข้าลองคลำไปถึงกระดูกดูนางก็เจ็บมาก ข้าเกรงว่าอาการคงไม่ธรรมดาแล้ว…” หมอไป๋หลี่น้อยค่อย ๆ อธิบาย “นางคงจะไม่ได้บาดเจ็บจากการล้มธรรมดา แต่น่าจะกระดูกร้าวด้วย”
“กระดูกร้าวหรือ รุนแรงหรือไม่?” จูซานถาม
อีกฝ่ายพยักหน้า “อืม! รุนแรงมาก กระดูกร้าวตอนอายุเท่านาง จะให้ผสานกลับมาดังเดิม เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ”
“แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ” จูซานใจหายวาบ “กระดูกที่ร้าวไม่อาจผสานดังเดิม ต่อไปท่านแม่ข้าจะเป็นอย่างไร”
“เรื่องค่อนข้างใหญ่ หากแขนขาหัก ยังมีข้างใดข้างหนึ่งที่ใช้การได้ แต่แม่เจ้าล