ียง อาการของท่านรุนแรงกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้องตรวจเองจะได้รู้อาการที่แท้จริง…” เขาพยายามเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง คล้ายต้องการทำให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ “ข้ารู้ว่ามันอาจผิดประเพณี แต่หากข้าไม่ตรวจดูจะทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากลำบาก และอาจเกิดผลที่ไม่คาดคิดตามมาภายหลังได้”
“โอ้ ถ้าเช่นนั้น… ก็ตามใจท่านเถิด” แท้จริงแล้วเมื่อหมอไป๋หลี่น้อยพูดมาเช่นนี้ เย่อวี๋หรานกลับโล่งใจ
เรื่องนี้ตลกสิ้นดี สมัยนี้ยังไม่มีเครื่องเอกซเรย์หรือซีทีสแกน ให้ผู้อื่นไปบอกต่ออาการแบบนั้น เขาจะรู้อาการของนางได้อย่างไร
สิ่งสำคัญคือแม้ผู้ช่วยหญิงจะมีประสบการณ์โชกโชน ทว่าก็ไม่ใช่หมอผู้ช่ำชอง
เย่อวี๋หรานเป็นกังวลว่าตนจะอาการสาหัสเพราะรักษาล่าช้า
เขาชะงักเมื่อได้ยินคำตอบของนาง ‘ไม่ตัดสินใจเร็วเกินไปหรอกหรือ?’
ทว่าเขาวิตกเรื่องอาการของนางมากกว่า จึงไม่คิดมากและลงมือทันทีหลังพูดจบ
เทียบกับผู้ช่วยหญิงที่ไม่ได้มีประสบการณ์เท่าเขา ทำให้เขาดูเหมือนจะเชี่ยวชาญยิ่งกว่า ระหว่างรักษา เขาก็ถามอาการของนางไปด้วย
“เจ็บ!”
“โอ๊ย… ไม่นะ ๆ ตรงนี้เจ็บมาก ห้ามแตะเลย”
“โอ๊ย… ท่านมือเบากว่านี้ไม่ได้หรือไง”
สีหน้าของหมอไป๋หลี่น้อยยิ่งเคร่งเครียด เขาหันมามองจูซานก่อนจะพูดกับเย่อวี๋หรานว่า “จูต้าเหนียง ข้าจะให้ผู้ช่วยเอายาให้ทานก่อน”
“ได้ ท่านเป็นหมอ ว่าอย่างไรก็ตามนั้น” เย่อวี๋หรานอยากถามอาการของตนเอง แต่กลับเห็นว่าอีกฝ่ายเดินออกไปด้านนอกแล