ดเจ็บรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
นางรีบออกมารายงานสถานการณ์ให้หมอไป๋หลี่น้อย
เขาได้ยินเสียงโอดโอยด้านในแล้ว สีหน้าจึงค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
“ข้าต้องไปคุยเรื่องนี้กับนางเอง”
จูซานมองหน้าอีกฝ่ายแล้วใจหาย “คุยกับข้าไม่ได้หรือ?”
“ชายหญิงต่างกัน แม้นางจะอายุมากแล้ว แต่เรื่องเช่นนี้ยังต้องถามจากปากนาง มีเพียงข้าต้องลงมือรักษาเองจึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วอาการของนางสาหัสเพียงใด” แม้ผู้ช่วยหญิงจะอธิบายละเอียด แต่สำหรับเขาแล้ว การฟังจากคำของผู้อื่นก็ยังต่างจากการมือเปื้อนด้วยตนเอง
บางทีผู้ช่วยหญิงอาจพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ทว่าหากมีสิ่งที่นางมองข้ามไปเล่า?
จูซานใจเต้นรัวเมื่อได้ยินว่าหมอไป๋หลี่น้อยจะยอมมือเปื้อนรักษาด้วยตนเอง
ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่ามารดาตนเองจะมีมลทินเพราะหมอแตะต้องตัว
นางอายุมากแล้ว ส่วนหมอยังหนุ่ม ต่อให้ต้องการฉวยโอกาสแต่คงไม่อาจคิดเช่นนั้นกับมารดาเขาได้
หมอไป๋หลี่น้อยพูดอย่างนี้ เขาเกรงว่า…
เกรงว่าอาการบาดเจ็บของนางจะสาหัสเกินกว่าที่เขาจินตนาการ
หมอไป๋หลี่น้อยเข้าไปคุยกับเย่อวี๋หรานแล้ว แต่เขายังวิตกและกลัวว่านางจะไม่ยอมให้เขาแตะต้องตัว
อย่างไรเสียในสมัยนี้อยู่ ๆ ‘โรคกลัวหมอ*[1]’ ก็กลายเป็นเรื่องสามัญ
ใครเล่าจะรู้ว่าจูต้าเหนียงคิดแบบนี้หรือไม่
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาสบายใจคือนางไม่ใช่หญิงที่ยังไม่ออกเรือนหรือสะใภ้ยังสาว ไม่เช่นนั้นคงได้ถูกครอบครัวทุบตีที่ทำเรื่องพรรค์นี้
“จูต้าเหน