”
“หากออกไปครึ่งค่อนวัน เจ้าคงไปพบใครบางคนแน่ พวกเขาไม่ได้บอกอะไรเจ้าเลยหรือ?”
……
นึกไม่ถึงว่า ‘คำถาม’ ของอาเฉินจะไม่เข้าหูนาง กลับถูกไล่ต้อนถามกลับเสียเอง
เขากุมอกด้วยความหัวเสียเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใด
ทว่าเฉินเสิ่นกลับไม่ทันสังเกตท่าทีเหล่านี้ ยิ่งเขาเงียบ นางก็ยิ่งถามรบเร้า “พูดมาสิ อ้ำอึ้งอยู่ได้ เงียบไปนานแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เขาเหนื่อยใจเต็มที โชคดีที่ข้างตัวมีโต๊ะตั้งให้เขาพิงตัวได้
เขารู้สึกไม่สบาย ทว่านางยังพูดพล่ามไม่หยุด ทำเอาเขาอดลั่นตะคอกไม่ได้
“หุบปากซะ!”
เฉินจ้าวซื่อเปิดประตูห้องใต้ดินเข้ามาในจังหวะนั้น
นางตกใจเมื่อได้ยินเสียงของสามีจากข้างใน สมองพลันคิดเลอะเทอะ ‘เกิดอะไรขึ้น? คงไม่ได้มีเรื่องกันหรอกใช่ไหม’
นางเร่งฝีเท้าเดินลงบันไดมุ่งหน้าไปด้านในอย่างไม่กล้าออกปากห้ามปราม
ภายในห้องใต้ดิน เฉินเสิ่นมองหน้าอาเฉินด้วยสีหน้าตกตะลึง “ขึ้นเสียงใส่ข้าหรือ! เจ้ายังไม่ได้ตอบที่ข้าถามว่าสามีกับลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้างเลยนะ เงียบแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่…”
เขาเหลืออดจึงเอื้อมมือผลักนางออก
ทว่าขากลับอ่อนแรงทำให้ล้มไปทางเฉินเสิ่น
ด้านเฉินเสิ่นคิดว่าเขาจะเข้ามาทำร้ายร่างกาย จึงหวาดกลัวและรีบถอยห่าง แต่ไม่ทันได้วิ่งหนีก็ถูกล้มทับเสียก่อน
เฉินเสิ่นผู้น่าสงสารอายุมากแล้วจะรับน้ำหนักตัวของอาเฉินได้อย่างไร นางจึงถูกดึงให้ล้มตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการล้มหงายหลัง ทำให