ระกูลเฉินได้ยินอย่างนั้นก็ไม่พอใจ แต่ไม่รอให้พวกนางส่งเสียงโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง เฉินหลิ่งก็ตวาดให้พวกนางเงียบเสียง
“หุบปาก!”
ทุกอย่างพลันตกอยู่ในความเงียบ
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินนั้นเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่กล้าท้าทายอำนาจของพ่อสามี
กลับเป็นเฉินเสิ่นที่หันมาพูดด้วยความร้อนใจ “ตาเฒ่า เจ้าอย่าทำอะไรโง่ ๆ เชียวนะ อย่าไปขึ้นศาลเพราะคำยุยงของผู้หญิงคนนี้…ไม่ง่ายเลยกว่าเสี่ยวเฉียวจะแต่งเข้าตระกูลซ่งไปได้ เดิมทีก็มีชีวิตลำบากอยู่แล้ว ถ้าทางนั้นได้ยินว่าพวกเราขึ้นศาล เกรงว่า เกรงว่า…”
“พวกเรามีลูกสาวแค่คนเดียว ท่านก็เมตตานางเถอะ อย่าทำให้นางพลอยลำบากไปด้วยเลย ได้ไหม?”
“ข้ารู้ว่าทุกคนร้อนใจเพราะเงินของที่บ้านหายไป แต่จะร้อนใจอย่างไรก็ไม่อาจไม่สนใจใช้ชีวิตต่อไปแล้วกระมัง?”
“พวกเราก็ไม่ได้ยากจนจนถึงขั้นไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ รอเงินร้อยตำลึงนั้นมาช่วยชีวิต พวกเรายังมีลูกชายหลานชาย ต้องใช้ชีวิตต่อไปกันอยู่นะ”
……
เก็บงำเอาไว้มาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเฉินเสิ่นก็สบโอกาสพูดความคิดและความกังวลใจของตนเองออกมาได้เสียที
ความหมายในวาจาของนางก็คือ กลัวว่าทุกคนจะไม่อยากใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบเพียงเพราะเงินหายไป ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนแรกนางก็น่าจะซ่อนกล่องเงินเอาไว้ เท่านี้ทุกคนก็ไม่ต้องรู้เรื่องจนตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว
เฉินเสิ่นพะวงแต่จะเกลี้ยกล่อมเฉินหลิ่ง แต่กลับไม่ได้สังเกตว่าวาจานี้สะกิดความสงสัยของเฉินหลิ่งก