เฉินเสี่ยวชวนที่กำลังทะเลาะกันอยู่เงียบสงบลงทันตาเห็น
เย่อวี๋หรานกับจูซานที่ร่วมโต๊ะด้วยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
‘พวกข้าเป็นคนเอาเครื่องเคียงที่เป็นต้นตอของความวุ่นวายมา ควรช่วยเกลี้ยกล่อมดีไหมเนี่ย?’
คนเดียวที่ไม่สะทกสะท้านคงมีแต่จูชีแล้ว
สำหรับเขาแล้ว ขอแค่ไม่ใช่มารดากับอาจารย์บันดาลโทสะ นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลใจ
อีกอย่าง เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจเลย แม้เครื่องเคียงจากบ้านเขาจะอร่อยมาก แต่ฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉินก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา?
เจ้าเด็กบ้านเฉินสองคนนี้จะแย่งกันไปทำไม?
แท้จริงแล้วเหตุผลเรียบง่ายยิ่งนัก…ในเครื่องเคียงนี้มีเต้าหูสับ ทั้งยังนำไปผัดในน้ำแกงเนื้อมาก่อน ย่อมจะมีรสชาติของเนื้อติดมาด้วย
อาเฉินพูดว่าฐานะของตระกูลเฉินไม่สู้ดี ก็ไม่ได้โกหกจริง ๆ นั่นแหละ พวกเขาจึงไม่ได้กินเนื้อสัตว์ทุกมื้อ
ก็เหมือนกับยามบ่ายของวันนี้ ใส่เนื้อสามแผ่นในชามก๋วยเตี๋ยว นับว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดของคนตระกูลเฉินแล้ว
แต่ในเครื่องเคียงที่เย่อวี๋หรานนำมาด้วยกลับมี ‘เนื้อสับ’ ชิ้นเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด เลิศรสปานนั้น พวกเด็ก ๆ อย่างเฉินต้าชวนกับเฉินเสี่ยวชวนจะต้านทานความเย้ายวนใจเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเฉินจึงลุกขึ้นมา ‘อบรม’ ลูกชายของตนต่อหน้าเฉินหลิ่ง เฉินเสิ่น และคนอื่น ๆ ไปยกใหญ่ เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านไปแล้ว
ต่างจากสะใภ้ใหญ่เฉิน หลังกลับมาแล้ว สะใภ้รองเฉินก็ชมเชยเฉินเสี่ย