งเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทั้งกินก๋วยเตี๋ยวและชมเชยฝีมือทำอาหารของตระกูลเฉิน แม้จะด้อยกว่าจูซื่อไปบ้าง แต่ก็ไม่เลวเลย
“ท่านแม่!” จูซานจนปัญญา
จูชีที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ ทางหนึ่งกินก๋วยเตี๋ยว ทางหนึ่งก็ใช้หางตาสังเกตมารดากับพี่ชาย แต่ไม่คิดจะเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาระหว่างพวกเขา
ช่วยไม่ได้นี่นา เขาคล้ายจะเข้าใจว่าพวกเขาพูดอะไรกันอยู่ แต่ถ้าจะให้เขาออกความเห็นอะไรก็ยากแล้ว
ปัญหาที่ต้องวิเคราะห์ขบคิดเช่นนี้ไม่อยู่ในขอบเขตความเชี่ยวชาญของเขา
“นายหน้าคืออาเฉิน เจ้าคิดว่าถ้าพวกเขาหมายตาพวกเราเอาไว้ พวกเราเปลี่ยนไปเช่าเรือนคนอื่นแล้วจะรอดไปได้งั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
วาจานี้จูซานไม่อาจตอบกลับได้ เพราะเขาพบว่ามารดากล่าวได้ถูกต้อง
“พวกเราเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่ว ไม่รู้จักทั้งผู้คนและสถานที่ จะมีคนคิดตุกติกกับพวกเราก็เป็นเรื่องธรรมดา เทียบกับการไม่รู้อะไรเสียเลย มิสู้มาอยู่ใต้เปลือกตาพวกเขา ไม่แน่ว่าอาจพบร่องรอยอะไรให้สืบสาวก็เป็นได้ จะได้รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่”
จูซานคิดตามแล้วก็รู้สึกว่ามารดาพูดถูก
แต่เขาคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ท่านแม่ เรื่องหัวหน้าเกาผู้นั้น ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ”
“อ้อ มันเรื่องอะไรแล้วนะ?”
“ข้าถามท่านว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วใช่ไหมขอรับว่าหัวหน้าเกาต้องการอะไร?”
เย่อวี๋หรานซดน้ำแกงแล้วตอบว่า “ไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกหรอก แค่คิดว่าคนที่มาทำดี