้องขอรับ” จูซานตอบแล้วก็ร้องเข้าไปในห้อง “ท่านแม่ อาหญิงเฉินมาหาท่านขอรับ”
ซึ่งความจริง ตอนที่จูซานคุยกับเฉินเสิ่น เย่อวี๋หรานก็ได้ยินแล้ว
“ได้ยินแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
นางปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วก้าวเร็ว ๆ ออกมาข้างนอก
“เฉินเสิ่น ท่านมีธุระอะไรหรือ?”
เมื่อออกมาพบคน เย่อวี๋หรานก็เผยรอยยิ้มตามมารยาทออกมา
“เมื่อครู่ตอนเหล่าเฉินมาก็บอกว่าพวกท่านเพิ่งมาถึงเมืองผู่โซ่ววันนี้ ดูจากเวลาแล้วเกรงว่าคงยังไม่ได้กินข้าวกระมัง?” เฉินเสิ่นยิ้ม “ในห้องครัวมีของกินอยู่ ข้าให้สะใภ้ใหญ่ทำอะไรเล็กน้อยแล้วเอามาส่งให้พวกท่านรองท้อง หวังว่าพวกท่านจะไม่รังเกียจ”
“แบบนี้ก็เกรงใจแย่น่ะสิ?” รอยยิ้มของเย่อวี๋หรานมีความจริงใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ข้าเพิ่งบ่นกับเจ้าสามเมื่อครู่นี้เองว่าหิวแล้ว ให้เขาออกไปซื้อของกินมาสักหน่อย ปรากฏว่าพวกท่านก็มาพอดี เฉินต้าเหนียง ท่านคงไม่ได้เป็นพยาธิในท้องข้าหรอกใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“ฮ่า ๆๆๆ…” เฉินเสิ่นเห็นอีกฝ่ายมีอารมณ์ขันเช่นนี้ก็รู้สึกใจชื้น “ถ้าอย่างนั้นก็บังเอิญยิ่ง พวกเราคิดตรงกันพอดี ก๋วยเตี๋ยวน้ำเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ กำลังร้อนเลย รับประทานตอนนี้เหมาะสมยิ่งนัก”
เฉินเสิ่นว่าพลางรับตะกร้าจากมือสะใภ้ใหญ่แล้วส่งมาให้
“ไม่ทราบว่าพวกท่านจะมาวันนี้ จึงไม่ได้เตรียมอะไรไว้มากมาย พวกท่านก็กินของพวกนี้ไปก่อน ประเดี๋ยวมื้อค่ำค่อยมากินข้าวกับพวกข้านะ” เฉินเสิ่นกล่าวสืบไ