งนั้น ไม่หลอกลวงลูกค้าแน่นอนขอรับ”
เย่อวี๋หรานเพิ่งจะได้รู้เป็นครั้งแรกนี่แหละว่า ที่แท้การทำการค้ายังมีการแบ่งเขตแดนกันอีกด้วย
เมืองผู่โซ่วเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ อย่าเห็นว่าที่นี่เป็นเมืองเมืองหนึ่ง แต่ตอนแรกสุดนั้นที่นี่คือแหล่งซ่องสุมโจรภูเขา
แต่ภายหลังโจรภูเขาค่ายใหญ่ที่สุดถูกทางการเกลี้ยกล่อมจนยอมเข้าสวามิภักดิ์ โจรภูเขาค่ายอื่นก็ทยอยยกธงขาวต่อทางการ ส่วนค่ายที่ไม่ยอมสยบล้วนถูกล้อมปราบจนสิ้น
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นคนเล่าให้เย่อวี๋หรานฟัง ส่วนว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้แล้ว
สรุปได้ว่าเพราะเหตุนี้ แม้เมืองผู่โซ่วจะได้ชื่อว่าขึ้นตรงต่อทางการ แต่ความจริงแล้วผู้มีอำนาจแท้จริงของที่นี่ก็คือกลุ่มค่ายพรรคน้อยใหญ่เหล่านี้
พวกเขาป่าเถื่อนแกร่งกร้าว เจรจากันด้วยกำปั้น มีกฎเกณฑ์ยุทธภพของตนเอง
หากคิดจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็ต้องทำตามกฎของพวกเขา
เมื่อเสี่ยวเอ่อร์ตัวพาคนจากไป เด็กน้อยที่ถูกไล่กระเจิงไปเหล่านั้นก็กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง
หนึ่งในนั้นมีเด็กคนหนึ่งค่อนข้างเจ้าเนื้อ ชักสีหน้าไม่พอใจ “บ้าชะมัด! เจ้าหมอนั่นก็ดีแต่เสแสร้งนั่นแหละ!”
“เสี่ยวพ่าง เจ้าไม่พอใจที่คนเขาแย่งลูกค้าไปมากกว่าล่ะสิ” เด็กอีกคนที่ร่างผอมแห้งแทะหญ้าในปากแล้วพูดว่า “พอเถอะน่า เจ้าไม่ได้แขวนป้ายเอาไว้เสียหน่อย ลูกค้ารายนั้นย่อมไม่ใช่ของเจ้า”
“คนพรรคสยงอิงอย่างเจ้าจะมาสนใจคนพรรคซานไห่ทำไ