ที่แบบไหนกัน?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวหน้าแดง อึก ๆ อัก ๆ ไม่กล้าพูดออกมา “เอาเป็นว่า…ถ้าท่านอยู่ในเมืองผู่โซ่วนานกว่านี้เดี๋ยวก็ได้รู้เอง”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าเขาเป็นเด็กคนหนึ่งจึงไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เขาอีก “ได้ เช่นนั้นก็สิบเหรียญ เจ้านำทางก็แล้วกัน”
“ท่านแม่…” จูซานไม่ใคร่จะเห็นด้วยนัก
สิบเหรียญ ถ้าอยู่ในตำบลอันจิ่ว เพิ่มเข้าไปอีกไม่กี่เหรียญก็สามารถซื้อเนื้อได้แล้ว
ถึงตอนนี้ครอบครัวพวกเขาจะหาเงินได้ แต่ก็ไม่ควรใช้เงินแบบนี้
เย่อวี๋หรานส่ายศีรษะให้เขา “พอเถอะ เรื่องนี้เอาตามนี้”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวถามยืนยัน พบว่าคนกลุ่มนี้เลือกตนเองแน่นอนแล้วก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
เขาล้วงป้ายคู่หนึ่งออกมาด้วยท่าทางดีอกดีใจ ป้ายหนึ่งแขวนไว้บนคอตัวเอง อีกป้ายเอาไปแขวนไว้บนสัมภาระของพวกเย่อวี๋หราน
“นี่คืออะไร?” เย่อวี๋หรานเห็นการกระทำของเขาแล้วก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
“เมื่อแขวนป้ายนี้ก็แสดงว่าพวกท่านเป็นลูกค้าของข้า คนจากพรรคอื่นไม่อาจหมายตาพวกท่านได้อีก” หนนี้ เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่ได้กล่าวถึงเรื่องรับเงินไม่รับเงินอะไรอีกแล้ว แต่ตอบมาตามตรง
“ข้าเป็นคนพรรคซานไห่ ถึงจะเป็นเพียงค่ายพรรคเล็ก ๆ แต่ระหว่างพรรคต่าง ๆ ได้ตกลงกันไว้แล้วว่า เมื่อแขวนป้าย คนพรรคอื่นก็ไม่อาจมาแย่งลูกค้าได้อีก ส่วนข้าก็จะนำทางพวกท่านไปย่านที่พรรคซานไห่ดูแลอยู่ พวกท่านวางใจ ร้านรวงต่าง ๆ ในถิ่นของพรรคซานไห่เราล้วนเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์สุจริตทั้