งไกลออกไปเรื่อย ๆ แล้วก็ส่ายหน้า “ท่านแม่ ท่านสายตาเฉียบแหลมจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ตั้งแต่แรกพบ”
“เขาไว้ใจได้หรือไม่ ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงว่าคนมาเพราะผลประโยชน์และจากไปเพราะผลประโยชน์ ถ้าเขาไม่ได้คิดว่าสามารถหาผลประโยชน์จากพวกเราได้ ตอนแรกก็คงไม่กระตือรือร้นกับพวกเราถึงเพียงนั้น” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูซานหันหน้ากลับมา “ท่านแม่ ตอนนั้นท่านบอกว่าถึงแล้วจะบอกข้าไม่ใช่หรือขอรับ? ตอนนี้ก็มาถึงแล้ว น่าจะบอกข้าได้แล้วกระมัง?”
“ตอนนี้พวกเราควรรีบหาสถานที่พักผ่อนก่อนกระมัง?” เย่อวี๋หรานเอ่ยเตือนเขา “เจ้าดูสีท้องฟ้าสิ ถ้ายังหาที่พักไม่ได้ก่อนฟ้ามืด พวกเราคงต้องนอนข้างถนนกันแล้ว ไม่รู้ว่าที่เมืองผู่โซ่วเข้มงวดกวดขันกันแค่ไหน ถ้าห้ามออกจากที่พักตอนกลางคืน คนไม่มีที่ซุกหัวนอนอย่างพวกเราก็อนาถแล้ว”
การห้ามออกจากที่พักตอนกลางคืน หมายความว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง นอกจากมือปราบที่ออกมาลาดตระเวนแล้ว คนทั้งเมืองไม่ว่าใครก็ตามไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเตร็ดเตร่เพ่นพ่าน
แน่นอนว่าหากเป็นตระกูลใหญ่ที่มีป้ายอนุญาตจากทางการ จะออกมาจัดการธุระสำคัญก็ย่อมได้
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของตระกูลใหญ่เหล่านั้นแล้ว
“ท่านแม่…” จูซานอ่อนใจ
ก็แค่วาจาประโยคเดียวแท้ ๆ ก่อนหน้านี้มารดากลัวว่าคนนอกจะได้ยิน ตอนนี้กลับไม่ยอมบอก นี่หมายความว่าไม่คิดจะบอกเขาเลยใช่ไหม?
แต่เย่อวี๋หรานหิ้วสัมภาระเริ่มเดินไปแล้ว เขาไม่มีทางเลื