ูชี
นางไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ยามนี้ยิ่งใกล้วันที่จูชีจะเดินทางไปโจวเสวีย ในใจก็ยิ่งพะว้าพะวัง
ด้วยสติปัญญาของเขา จะพอสูสีกับคนอื่นในโจวเสวียได้หรือไม่
นางไม่ได้วิตกเรื่องการเล่าเรียน เพียงเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงเท่านั้น
ทว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องยอมเสี่ยง
เขาเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ไม่มีทางจะให้อยู่ใต้ปีกของนางไปทั้งชีวิตโดยไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้ ‘ลอง’
หากเป็นไปได้ นางก็อยากให้เขามีชีวิต ‘เป็นปกติ’
จูเหล่าโถวสูบยาสูบด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์นัก
เขาหันมองเย่อวี๋หรานหลายครั้ง เมื่อเห็นนางเมินเฉยใส่ตนเองก็ยิ่งอารมณ์ขุ่นมัว
“ชีวิตของเราเล่า จะเอาอย่างไรดี?”
นางถามเสียงเรียบอย่างงุนงง “หือ?”
“เจ้าไม่คิดวางแผนจะอยู่กับข้าในภายภาคหน้าเลยหรือ?” ไม่รู้ว่าเขาเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าถามออกมาแบบนี้
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามองเขา “เจ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วหรือ คิดว่าหลังเกิดเรื่องแม่ม่ายฉินแล้วข้าจะยังทนได้หรือ หากไม่ใช่เพราะลูกหลานกำลังเติบใหญ่กัน ครั้งนี้ข้าคงไม่ยอมคืนดีเพื่อพวกเขา และคงไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเจ้าอีก”
“ข้าว่าเจ้ายังโกรธอยู่” เขาคิดว่าเวลาล่วงเลยมาขนาดนี้ เรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว เขาจะสามารถกลับมาดังเดิมได้
“ไม่ต้องมากล่อมข้า เรื่องนี้ข้าจริงจัง”
“ทำไมกันเล่า เราอายุมากกันแล้ว ปล่อยผ่านเรื่องราวในอดีตไปไม่ได้เลยหรือ… ดูอย่างแม่ม่ายฉินสิ นางตายโดยไม่มีสัญญาณเตือนสักนิด