ว่า “พ่อข้าไม่ได้พูดอะไรกับท่านเลยหรือ?”
“พูดอะไร?” หลิวเจี้ยนถงทำเป็นไม่เข้าใจ
“ไม่ได้พูดอะไรจริง ๆ?” เสินกวงจี้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่กล้าด่วนสรุป
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชื่อเสียงของพี่สาว เขาไม่อาจทำอะไรโดยไม่คิด
“อาจารย์พูดหลายเรื่อง ไม่รู้ว่าเจ้าหมายถึงเรื่องไหน?” หลิวเจี้ยนถงกลัวว่าอีกฝ่ายจะถอดใจไม่พูดต่อจึงเปรยขึ้นมา
“เรื่องใหญ่ชั่วชีวิตของท่านอย่างไรเล่า…” เสินกวงจี้สังเกตความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของอีกฝ่าย
หลิวเจี้ยนถงครุ่นคิดแล้วตอบรับเสียงเบา “อืม!”
“แล้วท่านมีความคิดอย่างไร?”
ดวงตาของเสินกวงจี้พลันวาววับ: รีบพูดมาสิ ตกลงแล้วท่านได้ตอบตกลงเป็นพี่เขยของข้าไหม!
“ความคิดอะไร?”
“ความคิดเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานอย่างไรเล่า ท่านตอบตกลงไปแล้วหรือยัง?” เสินกวงจี้เห็นอีกฝ่ายไม่พูดเสียทีก็ร้อนใจ
ศิษย์พี่ทำเกินไปแล้ว คงไม่ได้กำลังแกล้งเขาอยู่ใช่ไหม?
จะพูดอย่างไร ข้าก็เป็นน้องเขยของเขานะ ไม่กลัวว่าข้าจะไปพูดถึงเขาเสีย ๆ หาย ๆ ต่อหน้าท่านพี่บ้างรึ?
“เจ้าเดาสิ”
หลิวเจี้ยนถงทำสีหน้าลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
เสินกวงจี้ร้อนใจ “ท่าน…ศิษย์พี่ ท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร? ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันนะ ไม่พูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่เรื่องนี้ ท่านไม่ควรแกล้งข้ากระมัง? ตกลงแล้วท่านได้ตอบรับไหม?”
“เจ้าร้อนใจไปทำไม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าเสียหน่อย”
“ไม่เกี่ยวได้อย่างไร? นั่นคือพี่สาวข้านะ ข้า…”