งซุ่นเต๋ออยู่ใช่ไหม?” เสินฮูหยินถาม
“คิดถึงเขาทำไมเจ้าคะ?”
“แม่กลัวว่าเจ้าจะเอาเจี้ยนถงกับซุ่นเต๋อมาเปรียบเทียบกัน คิดว่าเจี้ยนถงสอบได้ไม่ดีเท่าซุ่นเต๋อ จึงไม่ถูกใจเขา”
เสินอิงอวี่ยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ “ท่านแม่ ท่านคิดมากไปแล้วเจ้าค่ะ สถานการณ์ของซุ่นเต๋อต่างจากศิษย์พี่หลิวโดยสิ้นเชิง ไม่มีจุดให้เปรียบเทียบกันได้เลยเจ้าค่ะ”
นางคุ้นเคยกับจูชีอย่างมาก แค่อ้าปากก็สามารถเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ออกมาได้มากมาย
เป็นต้นว่าเขาโตขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังต้องให้หลานชายทั้งสองคอย ‘ดูแล’ ออกจากบ้านก็กลัวว่าคนจะหลงทาง แต่เขาท่องตำราได้เก่งกาจมาก ทั้ง ๆ ที่เข้าสำนักศึกษาหลังคนอื่น แต่กลับท่องตำราได้มากกว่าใคร ตอนที่พูดคุยกับเขาก็ไม่อาจอ้อมค้อมเกินไป ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่เข้าใจความหมายแฝงในนั้น…
พูดไปพูดมา เสินอิงอวี่ก็นึกถึงวันที่นางไปเลียบเคียงจูชีวันนั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าขัน
รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไรยังจะไปหยั่งเชิงเขา หมายความว่านางยังโง่กว่าเขาอีกใช่ไหม?
แต่ท่าทางของเขาวันนั้นก็ตลกจริง ๆ!
เสินฮูหยินเห็นท่าทางของลูกสาวแล้วก็รู้สึกใจหายวาบ
จบกัน! ลูกสาวมีใจให้จูชีจริง ๆ หรือนี่!
นางชักจะร้อนใจ “ทำไมเจ้าพูดถึงแต่เรื่องซุ่นเต๋อ? ไม่พูดถึงเจี้ยนถงบ้างล่ะ?”
“ท่านแม่ ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า? ข้าไม่คุ้นเคยกับศิษย์พี่หลิวแล้วจะพูดถึงเขาเรื่องอะไรกันล่ะเจ้าคะ?” เสินอิงอวี่ประหลาดใจ นางพูดต่อไ