ปว่า “เป็นเพราะซุ่นเต๋อมีนิสัยไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ๆ ทั้งยังมักจะคลุกคลีอยู่กับกวงจี้ ตอนข้าไปหากวงจี้ก็มักจะได้เจอกันบ่อย ๆ ถึงได้ค่อย ๆ สนิทกันขึ้นมา ศิษย์พี่หลิวเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่อาจมาเล่นสนุกกับกวงจี้ ข้าที่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งยิ่งไม่อาจไปหาเขาโดยไร้เหตุผล แล้วข้าจะไปรู้เรื่องของเขาได้อย่างไรเจ้าคะ?”
เสินฮูหยินตีหน้าผาก ตระหนักได้ว่าตนเองคิดเตลิดไปไกลเสียแล้ว “พิโธ่พิถัง สมควรตีจริง ๆ ไฉนข้าจึงคิดไปทางนั้นได้นะ?”
“ท่านแม่ ท่านคิดไปทางไหนแล้วเจ้าคะ?” เสินอิงอวี่สนเท่ห์
รู้สึกเหมือนเรื่องที่มารดาคิดจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
“เป็นสาวเป็นนาง อย่าถามดีกว่า” เสินฮูหยินรู้สึกว่าน่าอายอยู่บ้างจึงไม่ยอมพูดออกมา แต่เสไปพูดเรื่องอื่น “เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่คัดค้านอะไร เรื่องนี้ก็กำหนดไว้ตามนี้ ถึงตอนที่เจี้ยนถงกลับมาก็ให้พ่อเจ้าไปถามความเห็นของเขา แล้วค่อยเลียบเคียงความเห็นของครอบครัวเขา หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”
“เจ้าค่ะ!” หลังจากได้รับบทเรียนคราวก่อน เสินอิงอวี่ก็ไม่อยากให้ตัวเองคิดมากเกินไปอีกแล้ว
ถ้านางจินตนาการไปเสียไกลแล้วว่าวันหน้าจะใช้ชีวิตอย่างไร สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการที่มารดามาพูดว่า “ลูกรัก เรื่องนี้เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกเราเปลี่ยนไปมองคนอื่นดีไหม?”
เสินอิงอวี่ “…”
คนที่ไม่รู้เรื่องด้วยคงเข้าใจว่านางเป็นผู้หญิงใจง่าย เปลี่ยนคู่หมั้นคู่หมายอยู่ได้ทุกวัน
อีกด้านหนึ่ง หลิวเจ