ษาทันที นี่เป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ อย่างตำบลอันจิ่ว สำนักศึกษาสกุลไป๋ยังทำแบบนี้ เจ้าสามารถจินตนาการได้เลยว่าเมื่อไปถึงโจวเสวียในเมืองผู่โซ่วแล้วจะเป็นอย่างไร”
จูซานสูดลมหายใจเข้าลึก มีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เขานึกอยู่แล้วว่ามารดาคงไม่กล่าวถึงสำนักศึกษาสกุลไป๋โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ
ที่แท้ก็ต้องการอธิบายเรื่องนี้ต่อเขานี่เอง!
“ด้วยนิสัยของเจ้าเจ็ด คนที่นั่นยังเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่โต เป็นคนเก่งที่เย่อหยิ่งทะนงตน พอเขาเข้าไปแล้วจะต้องได้รับความลำบากเป็นแน่ เขาเองก็รับมือเรื่องพวกนี้ไม่ไหว เวลาแบบนี้ แรงกดดันของเจ้าก็มากกว่าเดิมแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างแฝงนัยลึกซึ้ง “นี่เป็นบททดสอบที่สำคัญมากสำหรับเจ้า แม่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะแบกรับได้หรือไม่”
ไม่พูดก็ยังดี พอพูดขึ้นมาจูซานก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเสียแล้ว “คุณชายพวกนั้นคงไม่มาหาเรื่องคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลหรอกกระมัง?”
“นั่นก็ไม่แน่นักหรอก” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “นิ้วมือทั้งสิบยังสั้นยาวไม่เท่ากัน คนอื่นยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง ในป่าใหญ่นกอะไรก็มีทั้งนั้น ผู้ใดจะไปรู้ว่าที่โจวเสวียมีคนแบบใดอยู่บ้าง? บ้างอาศัยความสามารถเข้าไป บ้างใช้เส้นสายเข้าไป แต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่ง”
“ท่านแม่ ท่านพูดแบบนี้ ข้าชักจะเครียดแล้วนะ ใจไม่ดีชอบกล” แต่กังวลก็ส่วนกังวล จูซานยังคงมีสติแจ่มใสดี เขากล่าวว่า “ท่านยังพอจำกฎ