้น”
หลินซื่อเม่ยมีโทสะอัดแน่นเต็มท้อง แต่ก็จำต้องปลอบโยนพวกนาง “ตอนนี้นางเป็นคนท้อง พวกเจ้าอย่าไปถือสานางเลย ถึงอย่างไรคนที่หาข้าวให้พวกเรากิน หาเสื้อผ้าให้พวกเราใส่ก็ไม่ใช่นางเสียหน่อย นางอยากพูดอย่างไรก็ปล่อยนางไป นางยังมีปัญญาไล่พวกเราออกไปเองอีกหรือ? ถ้านางเก่งกาจแบบนั้นก็คงไม่ถูกจูต้าเหนียงอบรมบ่อย ๆ แล้วล่ะ”
“ท่านย่าจูสั่งสอนนางก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้นางน่าโมโหแบบนั้นกันล่ะ?” หลี่ว์ต้ายาเบ้ปากพูด “เสื้อผ้าเด็กทารกพวกนั้น ข้าบอกแล้วว่าข้าซักไม่ไหว นางก็ไม่เชื่อ นางเป็นผู้ใหญ่ แรงมากกว่าข้าก็ต้องซักไหวอยู่แล้วสิ แต่ข้าเป็นแค่เด็ก แรงก็มีอยู่แค่นี้ ซักไม่ไหวก็เป็นเรื่องธรรมดา ยังมารังเกียจว่าข้าแรงน้อย เกาะคนอื่นกินข้าว น่าโมโหนัก!”
เรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนหลังข้าง ๆ เหล่านั้น เย่อวี๋หรานล้วนไม่ได้ยิน เพราะตอนที่พวกนางทะเลาะกันก็จงใจลดเสียงลง กลัวว่าเสียงจะดังมาถึงทางนี้
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าก็อยู่ทางนี้ กำลังนั่งคัดอักษรอยู่ในห้องหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ
หากพูดให้ชัดเจนก็คือ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากำลังคัดอักษร ส่วนซานเป่ากับซื่อเป่ากำลังขีดเขียนอยู่บนกระบะทราย
กระบะทรายนี้เกิดจากความพยายามลดค่าหมึกและพู่กันของคนสกุลจู… เป็นกระบะไม้ขอบตื้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บรรจุทรายเม็ดละเอียด และยังมีแท่งไม้ยาวเหมือนไม้บรรทัดอีกอันหนึ่ง
เวลาคัดอักษรก็เพียงแต่ใช้ไม้ยาวแท่งนี้กวาดท