เขาไม่ได้อ่านตำราทุกวัน?” เสินอิงอวี่สงสัย
ทางโจวเสวียต้องรอให้การสอบเยวี่ยนซื่อสิ้นสุดลงก่อนถึงจะเริ่มเรียกตัวบัณฑิตใหม่ แต่สำนักศึกษาสกุลเสินไม่ต้องรอ นอกจากหลิวเจี้ยนถงที่ต้องไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ คนอื่น ๆ ถึงเวลาทำนาก็ไปทำนา หนังสือก็ต้องอ่าน ไม่อาจละเลยไปแม้แต่อย่างเดียว
พอถึงเดือนสาม ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็มารายงานตัวที่สำนักศึกษา
ขณะที่ศิษย์พี่อีกคน ก่อนหน้านี้ต้องกลับไปช่วยครอบครัวทำนา เพิ่งจะกลับมาที่สำนักศึกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ข้าต้องรู้อยู่แล้วสิ” เสินกวงจี้กล่าว “พวกเขามาเรียนหนังสือก็จะเล่าให้ข้าฟังทุกวันว่าในหมู่บ้านมีเหตุการณ์น่าสนใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าพวกเขาไม่มีเวลาไปดูแล้วจะเล่าออกมาได้อย่างไร?”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาฟังมาอีกที?”
เสินกวงจี้ส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ แม้แต่เรื่องทำนาของที่บ้าน พวกเขายังรู้ ทั้งยังช่วยงานที่บ้านด้วยกันกับอาเล็กของพวกเขาอีกต่างหาก… ท่านว่า แบบนี้ยังไม่ใช่การทำอย่างอื่นนอกเหนือจากอ่านตำราอีกหรือ?”
ได้ยินน้องชายเอ่ยถึงจูชี เสินอิงอวี่ก็ก้มหน้าลงน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
วันนั้นมารดาอธิบายเหตุผลให้นางฟังแล้ว นางเข้าใจ แต่ในใจยังคงรู้สึกแย่
นางกล่าวว่า “แล้ว… พวกเขาบอกว่าอาเล็กของพวกเขาทำอะไรบ้าง?”
น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนโดยไม่มีใครสังเกต
เสินกวงจี้อายุยังน้อยจึงเล่าให้ฟังโดยไม่คิดอะไรมาก บอกว่าสกุลจูใช้วิธีเพ