งคุณแล้ว ผมไม่อยากตาย…”
ผู้ชายที่อยู่ด้านข้างก็ยิ้มไม่ได้ร้องไหไม่ออกเช่นกัน เขาเอ่ยกับเฉินชางว่า
“วันนี้กลับไปถึงบ้านก็พบว่าเด็กคนนี้ไม่รู้ไปหยิบเครื่องสำอางของแม่เขามาจากไหน เอามาละเลงตัวเองเล่น… จากนั้นก็กลายเป็นแบบนี้ครับ!”
“ต่อมาก็กินลิปสติกเข้าไปนิดหน่อยด้วย”
“พอแม่เขากลับมาเห็นก็โมโหขึ้นมา”
“ถามเขาว่าทำไมลิปสติกถึงหายไป”
“เด็กคนนี้กลัวแม่จะตีเขาเลยโกหกว่าตัวเองเอาไปเขียนเล่น จากนั้นก็หัก”
“แม่เขาโกรธก็เลยขู่ว่าของพวกนี้มีพิษ กินลิปสติกแล้วจะตาย”
“ผลคือ… กลายเป็นแบบนี้ ตกใจจนร้องไห้ เอาแต่บอกว่าตัวเองกำลังจะตาย ปลอบยังไงก็ปลอบไม่อยู่ อันที่จริงก็กินเข้าไปไม่เท่าไร นิดเดียวเท่านั้น ไม่มีพิษเลยครับ”
“เขายืนกรานว่าจะมาหาหมอ! พวกเราพูดยังไงก็ไม่ยอมเชื่อ!”
เฉินชางเห็นเด็กน้อยโศกเศร้าก็ยิ้มออกมาเพราะกลั้นไว้ไม่อยู่ เขาลูบหัวเด็กน้อย เอ่ยอย่างจริงจังว่า
“ครั้งนี้อาจะช่วยหนูแล้วกัน แต่ว่า… ถ้ามีครั้งหน้า อาจะไม่ช่วยหนูแล้ว วันหลังอย่ากินอะไรมั่วซั่วนะครับ เข้าใจไหม”
เด็กน้อยยังคงเชื่อฟังหมอเป็นอย่างดี!
ก็เหมือนที่เด็กเล็กๆ อิจฉาตำรวจมากนั่นแหละ
“ได้ครับ! คุณอา ขอบคุณมากครับ ผมไม่อยากตาย…”
ระหว่างที่พูด เฉินชางเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์พยาบาล หยิบสารกลูโคสมาหลอดหนึ่ง เดินออกมาอย่างเป็นการเป็นงาน
“วันนี้หนูกลับไปดื่มหลอดนี้ให้หมดก็หายแล้ว!”
“แต่ว่ามีหลอดนี้หลอดเดียวเท่านั้น ต่อไปจะหาไม่ได