เจ้าจะลำบากเกินไป ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นโชคดีแล้วที่สอบเสี้ยนซื่อผ่าน จะเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อก็ได้ แต่ถึงอย่างไร…ในยามนี้เจ้าก็ไม่ต้องเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อก็ได้ หากไปเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อโดยตรงแล้ว” จูซานหยอกล้อจูชี “เรื่องนี้หากบอกให้ท่านแม่รู้ นางจะต้องดีใจมากแน่”
“แน่นอนขอรับ ยามนี้ข้าได้เป็นซิ่วไฉแล้วด้วย!” จูชีเชิดคางด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
หากให้เขาพูด เขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าซิ่วไฉนั้นสำคัญมากเพียงใด แต่เขารู้สึกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว อาจารย์ หรือแม้แต่คนนอกก็ล้วนให้ความสำคัญยิ่ง
ราวกับขอเพียงได้เป็น ‘ซิ่วไฉ’ ก็นับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง
จูชีคิดในใจ ‘บางทียามนี้ข้าอาจจะยอดเยี่ยมยิ่งแล้ว!’
“ที่วันนี้พวกเราพูดคุยกับนายอำเภอ กลับไปแล้วเจ้าอย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับผู้อื่นเล่า เข้าใจหรือไม่?” ก่อนกลับโรงเตี๊ยม จูซานก็ยังกำชับเป็นพิเศษอีกหนึ่งประโยค
“ทำไมหรือขอรับ?” จูชีไม่ค่อยเข้าใจนัก
ปกติเขามีเรื่องใดก็ล้วนแบ่งปันกับสหาย แต่เหตุใดครั้งนี้พี่สามกลับไม่ให้เขาพูดเล่า?
แววตาของจูซานลึกซึ้ง เขากล่าวว่า “เรื่องนี้พวกเราต้องหารือกับท่านแม่ หากท่านแม่บอกว่าสามารถพูดได้ก็ค่อยพูด เข้าใจหรือไม่?”
จูชีไม่เข้าใจ ทว่าจูซานก็ไม่ได้โง่
หากน้องชายเพียงแค่สอบผ่านการสอบเสี้ยนซื่อ เหล่าลูกศิษย์ของอาจารย์เสินก็ยังกล่าวได้ว่าเขาเพียง ‘โชคดี’ เท่านั้น แต่ในยามนี้เขาไม่เพียงแต่สอบเสี้ยนซื่อผ่านเท่านั้