งงานอีกครา คิดจะให้เขาไร้ผู้สืบสกุลหรือ?”
“อะแฮ่มอะแฮ่ม!” เย่อวี๋หรานไอเสียงเบาสองครา จำต้องเตือนอีกฝ่ายว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ระวังเสียหน่อย วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ คำพูดอัปมงคลก็พูดให้น้อยเสียหน่อยเถอะ”
จูเอ้อร์เม่ยตีปากตัวเองและยิ้มสู้ “ดูปากข้าสิ แม้แต่พูดก็ไม่ควรพูดแล้ว น่าตีนัก! พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเป็นคนใจกว้าง อย่าถือสาข้าเลย…”
“ไม่อยากให้ข้าถือสาเจ้าก็ย่อมได้ หลังจากนี้เรื่องของครอบครัวผู้อื่นก็สนใจให้น้อยหน่อย แล้วทุกอย่างจะดีเอง” เย่อวี๋หรานบอกเป็นนัยอย่างคลุมเครือ
หากเป็นหลี่ซื่อน่าจะฟังเข้าใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือจูเอ้อร์เม่ย
“โธ่เอ๊ย ข้าไปสนใจเรื่องครอบครัวผู้อื่นเสียเมื่อไหร่กัน? ข้ามีเวลาว่างเสียที่ไหน หากข้าจะสนใจก็ย่อมต้องเป็นเรื่องของครอบครัวตัวเอง” จูเอ้อร์เม่ยเปลี่ยนเรื่องทั้งยังยกเรื่องจูซานขึ้นมา “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าพูดจริง ๆ ผู้หญิงคนนั้นดีมากจริง ๆ เหมาะสมกับเจ้าสามบ้านท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านต้องตบแต่งให้เร็ว ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะแต่งงานไปเสียก่อน”
“เช่นนั้นก็ให้คนอื่นแต่งไปเถอะ เจ้าสามของครอบครัวข้ายังไม่รีบร้อน” เย่อวี๋หรานล้วนไม่กังวลว่าจูซานจะหาแต่งภรรยาไม่ได้ นางคิดว่าคนแม้จะไม่มีลูกชายหรือลูกสาว ทว่าจะแต่งภรรยาหรือไม่ล้วนต้องเป็นไปตามความต้องการของเขา
หากเขาเต็มใจเช่นนั้นนางก็จะเตรียมสินสอดไว้ให้เขา แต่หากเขาไม่เต็มใจ เมื่อแก่แล้วก็ยังมีซื่อเป่า