งเผยสีหน้าแปลกไป “ความสัมพันธ์ของพี่น้องจะดีหรือไม่ เกรงว่าไม่ว่าจะเกิดจากแม่คนเดียวกันหรือไม่ก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันนัก…”
จูซานเป็นคนสมองไวจึงคาดเดาได้ในทันที
เพียงแต่เรื่องนี้เขาไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ ได้
ดังนั้นจึงถามอย่างระมัดระวังประโยคหนึ่ง “หืม? เหตุใดพี่หลิวจึงพูดเช่นนั้น?”
“อา…” หลิวเจี้ยนถงส่ายหน้า ไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
จูซานจึงพูดว่า “หากไม่สะดวกจะพูดก็ไม่เป็นไร วันใดที่พี่หลิวอยากพูดก็สามารถมาหาข้าได้ ข้ายินดีรับฟังท่าน”
“แค่ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร” หลิวเจี้ยนถงกล่าว “บ้านพวกข้ามีสามพี่น้องผู้ชาย มีพี่ใหญ่ พี่รอง และยังมีพี่สาวอีกสองคนที่แต่งออกไปแล้ว…”
เขาเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองออกมา
ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายน้องชายของสกุลจู ในฐานะลูกชายคนเล็ก หลิวเจี้ยนถงได้รับ ‘ความรัก’ ของพ่อแม่อย่างยิ่งยวด ถึงขนาดได้รับสิทธิ์มาเรียนหนังสือ
ตามเหตุผลแล้วก็พูดได้ว่านี่เป็น ‘วาสนา’ อย่างหนึ่ง เขาควรจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
แต่เขามักจะรู้สึกเป็นทุกข์เพราะสภาพครอบครัวของเขาไม่ได้ดีมาก และเพื่อส่งเขาไปร่ำเรียนจึงยิ่งลำบากข้นแค้นไปกว่าเดิม
ครั้งก่อนที่เขาเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อ ยังไม่ต้องพูดถึงเงินที่เสียไป ทั้งยังสอบไม่ผ่านอีก ยิ่งทำให้พวกพี่สะใภ้ทั้งสองคนไม่พอใจ รู้สึกว่าการจ่ายเงินให้เขาล้วนเป็นการเสียเงินอย่างเปล่าประโยชน์
“เมื่อปีที่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองต้องการแยกบ้