าน เพราะพวกนางคิดว่าการส่งข้าไปเรียนเป็นภาระของพวกนาง”
“ข้าเข้าใจความคิดของพวกพี่สะใภ้ทั้งสองคน ค่าเล่าเรียนหนึ่งปีรวมกับค่าการสอบเสี้ยนซื่อต้องใช้เงินไม่น้อยเลย หากนำเงินจำนวนนี้ไปใช้เสริมการใช้ชีวิตในครอบครัว ภายในบ้านจะสบายขึ้นมาก”
“ไม่กล้าพูดว่าคงได้กินเนื้อทุกมื้อ ช่วงปีใหม่ก็ฉีกผ้าใหม่ไปทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกหลาน ๆ ก็เพียงพอแล้ว”
“เกือบทุกวันยังสามารถลิ้มรสชาติเนื้อได้อีกด้วย”
…..
หลิวเจี้ยนถงถอนหายใจ เสียใจที่ตัวเองเพิ่มภาระมากมายถึงเพียงนี้ให้ครอบครัว
เขาเกือบจะอายุยี่สิบแล้ว แต่มือไม่มีแรงมัดไก่*[1] ไม่ได้ช่วยเรื่องงานไร่ ทั้งยังต้องพึ่งพาคนในครอบครัวให้เลี้ยงดู เป็นเพียง ‘ขยะ’ เท่านั้น
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าเขาอิจฉาจูชี
ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน อีกทั้งจูชียังได้รับการสนับสนุนจากพวกพี่น้อง ถึงขั้นมีพี่ชายคนหนึ่งมาตามดูแลด้วยตัวเอง ไม่เหมือนเขาที่ถูก ‘พี่ชายและพี่สะใภ้’ พร่ำบ่น
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากปีนี้สอบไม่ผ่าน เขายังต้อง ‘เรียน’ ต่อไปหรือไม่
จูซานยื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่ายพลางพูดว่า “ทุกครอบครัวล้วนมีความยากลำบาก แต่ถึงจะยากลำบาก ชีวิตนี้ก็ยังต้องผ่านไป ข้าคิดว่าในตอนแรกพี่ชายและพี่สะใภ้ของท่านย่อมเห็นด้วยที่จะส่งท่านมาเล่าเรียน ความจริงก็หวังว่าท่านจะสุขสบาย เพียงแต่ชีวิตเหนื่อยยากเกินไป พวกเขามองไม่เห็นความหวัง ดังนั้น…”
เขาปลอบใจหลิวเจี้ยนถง บอกว่าตนก็เคยเป็นแบบหลิวเจี้ยน