ุทธิ์เรียกได้ว่าเป็นนางโลมที่สง่างามจะขายความสามารถไม่ขายร่างกาย เรือบุปผานี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะขึ้นไปได้ นอกจากคนมีเงินแล้วยังต้องพึ่งสมองด้วย”
“บนเรือบุปผาทุกลำล้วนมีคำถามแขวนไว้ คนที่ตอบถูกจะได้ขึ้นไป คนที่ตอบผิดก็จะอับอาย ต้องจ่ายในราคาที่สูง”
“สุดท้ายแล้วคนที่เรือบุปผาก็ต้องการรายได้เช่นกัน”
……
ที่ตำบลอี้คังแห่งนี้เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนที่มาสอบขุนนางระดับเคอจวี่จะล้วนเป็นคุณชายจากสกุลที่ร่ำรวย หากเก็บเงินทั้งหมดเช่นนั้นก็คงไม่มีคนมาสนใจนางโลมแล้ว
ดังนั้นหากเจ้าไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ขอเพียงมีความสามารถ หากสนใจก็ทิ้งตัวหนังสือที่เขียนด้วยพู่กันไว้ คนก็จะปล่อยเจ้าขึ้นไป
อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วเชอไฉเหลียงผู้ที่ได้เป็นอั้นโฉ่ว*[1]กล่าวได้ว่าสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไร ก็เป็นผู้หญิงบนเรือบุปผาที่เชิญชวนด้วยตัวเอง แทบอยากลากเจ้าขึ้นไปบนเรือ
หากผู้เป็นอั้นโฉ่วขึ้นเรือบุปผาของนาง เช่นนั้นบัณฑิตผู้อื่นที่อยากรู้จักกับอั้นโฉ่วจะไม่ขึ้นมาด้วยหรือ?
เช่นนั้นคุณชายจากสกุลร่ำรวยที่รู้ว่าตัวเองสอบไม่ผ่าน เพียงแค่อยากสั่งสมสายสัมพันธ์ พวกเขาจะไม่ขึ้นเรือมาหรือ?
เมื่อคนขึ้นเรือมาก ชื่อเสียงเรือบุปผาของนางก็ยิ่งมากขึ้น หลังจากนี้นางจะไม่มีคนอยากสนับสนุนเลยหรือ?
หลังจากอธิบายเช่นนี้ ทุกคนก็ล้วนเข้าใจ ที่แท้เรือบุปผาก็ยังมีความรู้มากถึงเพียงนี้
เมื่อกลุ่มคนตามอาจารย์เสินไปถึงที่ใต้