จะให้คะแนนมากน้อยก็ต้องดูที่ขุนนางผู้คุมสอบแล้ว
อาจารย์เสินไม่ได้บอกว่าใครสอบผ่านหรือใครสอบไม่ผ่าน เพียงแต่สรุปจุดที่พวกเขาผิดพลาด และเตือนพวกเขาว่าครั้งหน้าอย่าทำพลาดอีก
สำหรับผู้เข้าสอบแล้ว สามวันแห่งการรอคอยนั้นช่างเชื่องช้ายาวนาน
มีบางคนทนไม่ไหวจนต้องนัดออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ออกไปเดินเตร่เที่ยวเล่นเป็นเรื่องธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนัดไปซ่องนางโลม หรือพวกเรือบุปผาอีกด้วย
กลุ่มของหลิวเจี้ยนถงแน่นอนว่าไปไม่ได้ มีอาจารย์เสินอยู่ก็ไม่มีใครกล้าพอจะนัดคน
แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นอาจารย์เสินที่อยากพาพวกเขาไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อย จึงพาไปขึ้นเรือบุปผา
ในตอนแรกเพื่อนร่วมสถานศึกษาที่มาร่วมสอบต่างตกใจ ทุกคนแอบกระซิบพูดคุยกัน “เรื่องจริงหรือ?! อาจารย์เสินอยากพาพวกเราไปเรือบุปผาหรือ? สิ่งนั้น…สิ่งนั้นไม่ใช่ว่ามีแต่คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพายไปหรือ?”
ในภาพจำของเขานั้นล้วนเป็นสถานที่ของนางโลม
แม่เขาบอกว่าเรียนหนังสือก็คือเรียนหนังสือ แต่หากกล้าไปสถานที่ที่ไม่ควรไปจะตีขาสุนัขของเขาให้หักเสีย
เสินกวงจี้หดคอเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “อย่าถามข้า ข้าก็ไม่รู้ พวกเจ้าก็รู้ว่าข้ากลัวพ่อข้ามาก”
ตรงกันข้ามหลิวเจี้ยนถงผู้มีประสบการณ์มาก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เรือบุปผาก็มีหลายประเภท”
เขาอธิบายว่าแม้เรือบุปผาจะมีนางโลมจำนวนมาก แต่นางโลมบริสุทธิ์ต่างกับนางโลมขายเรือนร่าง
“นางโลมบริส