หกนะเจ้าคะ ทั้งหมดที่ข้าพูดเป็นความจริง” หลิวซื่อได้ยินว่าเย่อวี๋หรานต้องการให้หลิ่วซื่อพูดก็ร้อนรน “ท่านแม่ เหตุใดจึงไม่เชื่อข้าเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อเจ้า แต่เมื่อมีเรื่องใด จะฟังความเพียงข้างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าจะกลายเป็นอะไรเล่า? หากฟังอย่างเชื่ออย่าง หลังจากนี้พวกเจ้าจะไม่บอกว่าข้าลำเอียงหรือ?”
หลิวซื่อพึมพำว่า “แล้วท่านไม่ลำเอียงตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ?”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เย่อวี๋หรานกวาดตามอง มีน้ำเสียงคุกคาม
มองดูแล้วคุณธรรมของหลิวซื่อผู้นี้ ล้วนเอาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง กลัวแต่ว่าจะไม่มีคนเชื่อนาง
คนเช่นนี้ จะกี่ครั้งกี่หนก็ไม่รู้จักทบทวนตัวเอง
หลิวซื่อรีบเปลี่ยนคำพูด “ไม่ ไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านฟังผิดแล้ว…”
เย่อวี๋หรานจ้องมองอีกฝ่าย
หลิวซื่อยิ่งพูดเสียงยิ่งเบาจนไม่กล้าพูดอีก
ถึงอย่างไรนางก็คิดว่าตัวเองเคยพูดกับสะใภ้ใหญ่ไว้แล้ว
ตราบใดที่สะใภ้ใหญ่เป็นเช่นนี้ เป็นคนไม่แน่ไม่นอน นางกลัวว่าสะใภ้ใหญ่จะกล้าทำไม่กล้ายอมรับ ถึงครานั้นนางต้องกลายเป็น ‘แพะรับบาป’ เป็นแน่
เฮ้อ…ถูกคนไม่เชื่อใจ แล้วนางต้องทำอย่างไรเล่า?
“สะใภ้ใหญ่ เจ้าพูดมา” เย่อวี๋หรานหันไปทางหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อก้มหน้า มองปลายเท้าตัวเอง ผ่านไปนานก็ไม่พูดออกมาสักประโยค
นางต้องพูดอย่างไรเล่า?
พูดอย่างไรก็ล้วนทำให้คนขุ่นเคือง
หลิวซื่อเคยบอกนางว่าต้องการแลกวัน แต่ยามนั้นนางไม่ได้ยินยอม
ทว่าหากนางบอกว่าไม่ยอม แต่ห